~†•._.•Yamamoto Takeshi ThaiLand Fanclub•._.•†~

♡•._.• ชมรมคนรักยามาโมโตะ ทาเคชิคุง •._.•♡
 
บ้านPortalCalendarช่วยเหลือค้นหารายชื่อสมาชิกกลุ่มผู้ใช้สมัครสมาชิก(Register)เข้าสู่ระบบ(Log in)

Share | 
 

 Fic Reborn สู่อันเป็นนิรันดร์ ภาค1

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down 
ผู้ตั้งข้อความ
so_onez
Member
Member


จำนวนข้อความ : 83
Join date : 03/02/2009

ตั้งหัวข้อเรื่อง: Fic Reborn สู่อันเป็นนิรันดร์ ภาค1   Fri Feb 06, 2009 4:33 am

ตอนที่ 1 : สายหมอก

เมื่อยามที่ผู้พิทักษ์ต่างพากันโดนท้องนภาทอดทิ้ง
.
.
.
ณ ที่สุสานของวองโกเล่
ที่โลงศพสีดำเลี่ยมที่มีดอกไม้สีขาวบริสุทธิ์ถูกจัดวางไว้รอบๆอย่างสวยงาม
ไม่มีดอกไหนเหี่ยวหรือช้ำเลยแม้แต่น้อย เหมือนกับว่าได้รับการดูแล และมีคนคอยเปลี่ยนให้
ทุกครั้ง
ที่โลงศพนี้ได้ถูกสลักชื่อไว้เป็นภาษาอิตาลี มันมีรอยแกะสลักชื่อไว้อย่างสวยและประณีต
วองโกเล่ รุ่นที่10
ซาวาดะ สึนะโยชิ
.
.
.
หลังจากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดมาก่อน....นี่ก็ผ่านมาเกือบจะ 1 ปีแล้ว
....................................................
.......................................
.........................
และวันนี้ก็ยังเป็นวันที่ดูสงบอีกเช่นเคย สายหมอกมาเยือนที่สุสานวองโกเล่แต่ช่วงเช้ามืด มันได้ลอยเข้ามาโอบล้อมคลุมโลงศพไว้
แล้วซักพักก็จะมีชายหนุ่มร่างสูงเดินออกมาจากกลุ่มหมอกนั้น
เมื่อมองดูดีๆก็จะเห็นได้ว่าเป็นผู้ชายที่หน้าตาคม ผมเป็นสีน้ำเงินไว้ยาวและที่สำคัญ ดวงตา 2 สีนั้น
โรคุโด มุคุโร่
ผู้พิทักษ์แหวนแห่งหมอกของวองโกเล่ เขาได้เดินเข้ามายังโลงศพและเช่นเดิมที่จะไม่ลืม
เอาช่อดอกกุหลาบสีขาวมาด้วย และเป็นแบบนี้ทุกครั้งที่เขาจะมานั่งพิงโลงศพของวองโกเล่
แววตาของมุคุโร่ช่างดูเจ็บปวด ถึงแม้เขาจะเป็นคนที่เก็บอารมณ์ค่อนข้างเก่ง พยายามเก็บความรู้สึกมาตลอดแต่พอมายังที่นี่มันกลับจะทำให้เขาอยากร้องไห้ทุกครั้ง

“วองโกเล่”

ริมฝีปากนั้นได้เอ่ยเรียกผู้ที่ล่วงลับไปแล้วอย่างไม่มีวันกลับ
เป็นน้ำเสียงของคนที่หมดแรง
สายหมอก เป็นดั่งสิ่งที่ยากจะจับ หรือ สัมผัส
แต่ถึงยั้งงั้น สายหมอก ก็อยู่ใต้ผืนท้องนภา
.
.
.
คุณที่เป็นคนที่มอบความอบอุ่นให้แก่ผม สอนให้ผมรู้จักอะไรต่ออะไร
แต่แล้วทำไม ชะตาถึงได้เล่นตลก
.............................................................................
.......................................................
.......................................
ย้อนไปเมื่องานศพ ก่อนวันสุดท้ายของงาน
ผู้คนต่างพากันกลับไปหมดแล้ว คงเหลือแต่เหล่าผู้พิทักษ์เท่านั้น
โกคุเทระได้นั่งดีดเปียโนอยู่ข้างๆโลงศพ เป็นเพลงที่เขาแต่งขึ้นมาเอง มันเป็นเพลงที่สึนะชอบและคอยบอกให้เขาช่วยเล่นให้ฟังเสมอ
ยิ่งดีดไปน้ำตาของชายหนุ่มก็ยิ่งไหลเอ่อขึ้นมา
นึกถึงคำพูด นึกถึงใบหน้า ที่ตอนนี้จะไม่มีอีกแล้ว
ที่ด้านนอกสวน ยามาโมโตะที่กำลังนั่งเหม่อลอยดูท้องฟ้าก็ต้องชะงักเมื่อรู้สุกว่ามีใครมา

“อ้าว นายเองหรือ”

ยามาโมโตะกล่าวแล้วยิ้มให้แต่จะเรียกว่าเป็นการฝืนยิ้มหรือเปล่านะ
มุคุโร่ ได้ใส่ชุดไว้ทุกข์เดินเข้ามายังในสวน โกคุเทระเองก็ชะงักการดีดเปียโนเมื่อพบผู้ที่ไม่คาดคิดว่าจะมาที่นี่ แต่จะโวยวายใส่ไปก็ไม่ได้เพราะเขาเองก็โตพอที่จะรู้ว่าทำไมมุคุโร่ถึงได้หายหน้าไปนานตั้งแต่วันที่ รุ่นที่10 ตาย
ร่างสูงเดินเข้ามาก่อนจะหยุดเดินที่หน้าโลง มือแกร่งยกฝาโลงออกเพื่อที่จะไดดูใบหน้าของคนที่เขารัก เป็นครั้งสุดท้าย
ใบหน้าของเด็กหนุ่มที่นอนอยู่ในโลงศพ ใส่ชุดของวองโกล่อย่างเต็มยศ
มุคุโร่ยื่นมือไปลูบใบหน้าของร่างบางอย่างถนอมดวงตานั้นทำท่าจะร้องไห้ออกมา แต่เขาก็ทนไว้

“เย็นซะเหลือเกินนะครับ คุณหนาวมั้งหรือเปล่า วองโกเล่”

ร่างสูงกล่าวเสร็จก็ก้มลงจุมพิตตรงริมฝีปากซีดนั้น เพื่อเป็นการล่ำลา
ท้องนภาที่ยังนอนหลับอยู่ในห้วงลึก
ห้วงลึกที่ไม่มีไครทราบได้ว่าจะสิ้นสุดตรงไหน
………………………………….
…………………………….
………………………..
ย้อนกลับมาในปัจจุบัน
ชายหนุ่มยังคงนั่งพิงตรงโลงศพ ดวงตา 2 สีได้ลืมตาตื่นขึ้นมา
ดูเหมือนจะเป็นกิจวัตรประจำวันของเขาไปซะแล้ว ที่จะนั่งอยู่อย่างนี้คนเดียวจนถึงบ่ายๆ
มุคุโร่ยังคงนั่งคิดทบทวนไปมาว่าจนถึงป่านนี้เขายังจะมีชีวิตอยู่เพื่อใคร
ดำเนินชีวิตของตัวเองไปเพื่ออะไร............................
จนกระทั้งเขาได้นอนฝัน ฝันที่น่าคิดถึงและยังเป็นฝันที่สำคัญต่อตัวเขา
ชายหนุ่มแห่งหมอกได้ฝันถึงวองโกเล่ที่เขารักและแอบเคารพ
ได้ทิ้งคำพูดและความหวังไว้กับคนที่ชอบหลอกลวงอย่างเขาได้

“อยากให้นายมีชีวิตอยู่ต่อไป อยู่แทนฉันและช่วยดูแลวองโกเล่แทนฉันด้วย ฉันเชื่อว่านายทำได้ และเชื่อ ว่านายจะไม่มีวันหักหลังพวกเราเด็ดขาด”

มุคุโร่ยืนขึ้นมาก่อมจะก้มลงมองดูนาฬิกาที่ข้อมือตัวเอง

“ถ้าเชื่อใจในตัวผมขนาดนี้ ก็ช่วยไม่ได้หละนะ วันนี้ก็...ขอให้คุณนอนหลับอย่างสบายใจเหมือนเดิมเถอะครับ วองโกเล่ของผม”

มุคุโร่กล่าวเสียงเรียบก่อนจะเดินเข้าไปในหมอกแล้วหายตัวไป

+++++++++++++++
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว
so_onez
Member
Member


จำนวนข้อความ : 83
Join date : 03/02/2009

ตั้งหัวข้อเรื่อง: Re: Fic Reborn สู่อันเป็นนิรันดร์ ภาค1   Fri Feb 06, 2009 4:33 am

ตอนที่ 2 : เมฆา

"คุณฮิบาริ ขอบคุณสำหรับทุกอย่างนะครับ”

สิ้นเสียง ชายหนุ่มผมสีนิลใส่ชุดยูกาตะสีดำเป็นชุนนอนนั้นได้สะดุ้งตื่นขึ้นมาจากความฝัน
เม็ดเหงื่อได้ผุดขึ้นมาเต็มตัว เสียงหายใจที่ดังภายในห้องนอนที่แสนเงียบ
///ฝัน...แบบนั้นอีกแล้ว ฝันที่ทำให้เราแทบอยากจะฆ่าตัวตาย///
ฮิบาริ เคียวยะ ผู้พิทักษ์แห่งแหวนเมฆา ได้คิดหนักกับตัวเอง
เขาฝันถึง สึนะที่โดนกลุ่มมาเฟียได้ลอบยิง ตอนนั้นเขาไม่ได้อยู่จึงเข้าไปช่วยอะไรไม่ได้
พอมารู้ทราบข่าวทีหลัง ตัวเขาแทบทรุด
แต่พอฝันถึงตอนร้ายๆ แต่ทำไมถึงได้ยินเสียงสึนะพูดกล่าวขอบคุณตัวเขากันนะ
ชายหนุ่มยังคงนั่งอยู่บนเตียง นึกถึงวันเก่าๆตั้งแต่สมัยที่เรียน
รอยยิ้มที่ดูสดใสและบริสุทธิ์ของเจ้าสัตว์กินพืชตัวนั้น
ถึงแม้จะโตกันมาจนได้เป็นหัวหน้าของเขา รอยยิ้มนั้นก็ยังคงไม่แปรเปลี่ยนไปเลยซักนิด

“ตอนนี้นายอยู่ที่ไหนกันนะ ซาวาดะ”

ฮิบาริพูดลอยๆ แต่แววตากลับดูเจ็บปวดเขาลุกขึ้นมาแล้วเดินไปยังหน้าต่างบานใหญ่ ดวงตาสีรัตติกาลได้จ้องมองไปยังพระจันทร์ ที่คืนนี้ดูสวยงามกว่าคืนวันใหนๆ
เหมือนกับว่าจะปลอบใจเขายังไงยังงั้น

“พระจันทร์คืนนี้ สวยจริงๆเลยนะครับ”

เสียงใสเอ่ยขึ้นมา ฮิบาริละสายตาที่มองดวงจันทร์อยู่มาหายังต้นเสียงที่ดังมาจากข้างๆเขา
สึนะในชุดวองโกเล่ที่กำลังยืนพูดและยิ้มให้กับร่างสูง

“อยากจะหยุดเวลาแบบนี้ไว้จัง”

ร่างบางยังคงพูดต่อ ก่อนจะหันหน้าไปมองพระจันทร์อีกครั้ง
ฮิบาริยื่นมือเข้าไปหมายจะคว้าไว้แต่พอจะสัมผัสเท่านั้นร่างบางก็หายไป ร่างสูงจังได้ชะงักมือตัวเอง

“ห้องของคุณยังดูดีไม่เปลี่ยน ผมชอบแบบนี้จัง”

คราวนี้เสียงได้ดังจากทางข้างหลัง ฮิบาริก็ยังคงหันไปมองต้นเสียงอีก ก็เจอสึนะกำลังนอนเล่นอยู่บนเตียงของเขาปรกติฮิบาริไม่ชอบให้ใครมายุ่งกับห้องนอนของเขาเลย แต่ยกเว้นสึนะ ที่ชอบมานอนพักผ่อนที่ห้องนอนของเขาอยู่เสมอๆ

“มานอนด้วยกันสิครับ คุณเองก็ดูท่าทางจะเหนื่อยเต็มทนแล้วนี่นา”

ถูกที่สึนะพูด ตั้งแต่ที่สูญเสียท้องนภาของตนไป เมฆาผู้นี้ก็ทำงานจนไม่คิดอยากจะพักผ่อนเลย
เขาทำงานทั้งวัน เพื่อที่จะลืม ใช่แล้ว เขากำลังอยากจะลืม
ลืมท้องนภาผู้นี้
แต่นี่ก็ปาไปเกือบปีแล้ว ทำไมใจของเขากลับลืมไม่ได้เลยซักนิด มีแต่จะเพิ่มความคิดถึง โหยหาไปเท่านั้น ความทรมานเริ่มทวีรุนแรงขึ้นมาเรื่อยๆ จนตัวเขาแทบบ้า.................
ร่างสูงปรือตามองอีกฝ่ายที่ยังนอนเล่นไปมาและหัวเราะคิกคัก
ถึงจะเป็นแค่ความฝัน
ถึงจะเป็นแค่ภาพลวงตา
แต่แค่ขอและภาวนา
อยากให้เธออันเป็นที่รัก
ช่วยอยู่ต่อยังงี้อีกซักหน่อย
ก็ยังดี.................................

“มานี่สิครับ ผมจะคอยปลอบคุณเอง”

สึนะพูดแล้วยิ้มให้กับเขาอีกครั้ง ฮิบาริเดินเข้าไปหาก่อนจะโน้มตัวนอนลงข้างๆเด็กหนุ่ม
อยากจะสัมผัสอีกซักครั้ง ก็กลัวว่าเธอจะหายไป
ฮิบาริ นอนมองสึนะจนหลับ

“ถึงผมไม่อยู่แล้ว ก็อย่าหักโหมตัวเองจนเกินไปเลยนะครับ”

ร่างบางกล่าวเสียงเบาแล้วก้มลงหอมแก้มของฮิบาริก่อนจะสลายไป ทิ้งให้ชายหนุ่มนอนหลับสู่ห้วงความฝันที่แสนหวานของเขาเอง

.......................................................................................................
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว
so_onez
Member
Member


จำนวนข้อความ : 83
Join date : 03/02/2009

ตั้งหัวข้อเรื่อง: Re: Fic Reborn สู่อันเป็นนิรันดร์ ภาค1   Fri Feb 06, 2009 4:36 am

ตอนที่ 3 : วายุ

แต๊ง~
สิ้นสุดของการเล่นจบทำนองเพลง มือเรียวของชายหนุ่มก็ยังคงวางไว้บนเปียโน
ใจกะว่าจะเล่นต่ออีกซักเพลง แต่ก็ไม่รู้ว่าจะเล่นเพลงอะไรดี

แปะๆๆๆ

เสียงตบมือของใครบางคนดังมาทางประตู ทำให้โกคุเทระชะเง้อหน้ามอง

“เป็นบทเพลงที่ไพเราะมากเลย โกคุเทระคุง”

สึนะได้เอ่ยชมจากใจจริง ก่อนจะเดินเข้ามาหา

“ขอบคุณครับ”

ชายหนุ่มหน้าแดงที่ถูกรุ่นที่10ชม

“แล้วนี่ ชื่อเพลงอะไรหละเป็นเนื้อเพลงที่ดีและจังหวะก็เพราะด้วย”

สึนะกล่าวและยิ้มให้กับอีกฝ่าย แต่พอโกคุเทระได้ยินคำถามนี้เข้าทำเอาเขาเงียบ
ถึงแม้จะแต่งขึ้นมาเอง เล่นเอง แต่กลับคิดชื่อเพลงไม่ออก

“ผมเองก็ยังไม่รู้เลยครับ ว่าจะตั้งชื่ออะไรดี”

ร่างสูงตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงอ่อนใจเล็กน้อย
สึนะมองดูก็พอรู้ว่าโกคุเทระกำลังหนักใจ

“อีก 2 วัน ฉันก็จะได้เข้าสู่พิธีแต่งตั้งเป็นหัวหน้าวองโกเล่แล้ว ดังนั้น โกคุเทระคุง ฉันอยากฟังเพลงนี้ของนายอีกครั้ง ในวันงานจะได้ไหม ถือว่าเป็นของขวัญให้กับฉันซะนะ”

ร่างบางยิ้มแล้วจับไหล่ของชายหนุ่มที่อยู่ในฐานะมือขวา

“ครับ ไม่ว่าจะกี่ครั้งหรือท่านอยากจะฟังตอนไหน ผมก็จะเล่นให้ฟังเองครับเพื่อรุ่นที่10”

ร่างสูงกล่าวแล้วยิ้มตอบ
.
.
.
ทั้งที่เป็นเพลงที่ไว้สำหรับฉลองวันดีๆของคุณแท้ๆ
แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นเพลงที่มีไว้เล่นให้ใครฟังอีกหละ

แต๊ง~

เสียงเปียโนได้จบลง โกคุเทระได้เล่นเพลงนี้ทุกช่วงเช้าของแต่ละวัน เพื่อมอบให้กับคนที่เขารักและเคารพมาโดยตลอด
มอบให้กับคนที่สำคัญ ที่จากไปอย่างไม่มีวันกลับ
คิดเสมอว่าเขาคนนั้นจะต้องได้ยินเสียงเพลงนี้ เสียงเพลงที่ลอยไปตามแรงปรารถนาของตัวเขาเอง
โกคุเทระหันหน้าไปมองโลงศพนั้นแล้วก้มลงมองดูมือของตัวเอง
พลันก็นึกถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้น รุ่นที่10โดนลอบยิงและตายต่อหน้าต่อตาเขาเอง
2 มือนี่แหละที่เคยสัญญาว่าจะปกป้อง
2 มือนี่แหละ......................................
ที่ปกป้องคุณไม่ได้เลย จนถึงวาระสุดท้ายของคุณ

“ไร้ประโยชน์จริงๆ”

พูดแล้วก็บีบมือตัวเองจนแน่น ร่างสูงเงื้อมหมัดตัวเองกะจะชกเข้ากับต้นไม้ต้นใหญ่ต้นนึง
แต่ทว่า...
หมับ!!
โกคุเทระสะดุ้งเล็กน้อย เมื่อรู้สึกถึงใครบางคนได้เข้ามากอดจากด้านหลัง
ความรู้สึกที่แสนคุ้นเคยนี้หรือว่า..................

“รุ่นที่10หรือครับ...!?”

ชายหนุ่มนัยน์ตาสีเขียวมรกตได้พูดเสียงสั่นๆ เขาไม่ได้กลัวถึงแม้ว่าคนข้างหลังจะเป็นสิ่งที่เรียกว่าวิญญาณก็ตามที แต่ที่เขาใจสั่นมันคือจิตใจที่คิดถึงจนอยากจะโผกอดกลับไปต่างหาก
มือแกร่งนั้นก็ได้จับมือเล็กนั้น
///เย็น...แต่กลับอบอุ่น///
โกคุเทระคิดในใจ

“อย่าคิดโทษตัวเองเลย นี่เป็นชะตากรรมของตัวฉันเอง นี่...โกคุเทระคุง ยังไงก็ช่วยเล่นเพลงนี้ต่อไปทีนะ ฉันขอร้อง”

ร่างบางเอ่ย ก่อนจะสลายไปตามกระแสลม

“รุ่นที่10!!”

ร่างสูงหันหน้าไปก็พบแต่ความว่างเปล่า ไร้วี่แววของคนที่เขานึกถึง มีเพียงโลงศพ และ เปียโน สีขาวบริสุทธิ์ตั้งไว้แค่นั้น
โกคุเทระมองอย่างอึ้งๆ แต่ซักพักรอยยิ้มก็เผยให้เห็น เขาลงไปนั่งที่เปียโนอีกครั้ง แล้วเริ่มบรรเลงเพลงที่คน คนนั้นชอบ จนครั้งนี้เขาก็คิดชื่อเพลงได้ซะที
โกคุเทระได้หยิบปากกามา แล้วเขียนชื่อเพลงบนหัวโน้ตกระดาษนั้นทันที

My little sweetheart
คงเหมาะกับเนื้อเพลงนี้แล้วหละมั้ง....

**My little sweetheart**
หลั่งท้นออกมาสุดยับยั้ง
เสียงกระซิบจากผลึกแก้ว
ถักสายลมสีเงิน เขาคนนั้นย่างกรายเข้ามา
Oh, my little sweetheart
หัวใจฉันมันเรียกแต่ชื่อเธอ
Sweetheart, my love
Now please don’t look away
หนุ่มน้อยผู้มีชีวิตอยู่ในความทรงจำ ที่ไม่มีใครล่วงรู้
ซาโยนาระ...
ไม่มีทางรื้อฟื้นอีกต่อไป
Oh, my little sweetheart
ราวกับหัวใจสั่นไหวไม่เลิกรา
Sweetheart, my love
So come and ease my mind
จ้องมองมาตลอด วันเวลาผันผ่าน...
ปัจจุบันแม้ความเศร้าโศก ก็แต้มสีสัน...
หนุ่มน้อยผู้วิ่งอยู่ในความฝัน ชั่วเวลาหนึ่ง
ตอนนี้กำลังหัวเราะ
อยู่ในนัยน์ตาของเขาคนนั้น
Oh, my little sweetheart
ตอนนี้แหละที่จะเรียกชื่อของเธอ
Sweetheart, my love
Now please don’t look away
…………………………………………..
เสียงเปียโนยังคงดังก้องกังวานไปทั่วสุสานของวองโกเล่
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว
so_onez
Member
Member


จำนวนข้อความ : 83
Join date : 03/02/2009

ตั้งหัวข้อเรื่อง: Re: Fic Reborn สู่อันเป็นนิรันดร์ ภาค1   Fri Feb 06, 2009 4:37 am

ตอนที่ 4 : วรุณ

ท่ามกลางสายฝนที่ตกลงมาอย่างหนัก
1 วรุณ ที่ยืนมองดูท้องฟ้าในโรงฝึกส่วนตัวของเขาเอง
ทั้งๆที่ฝนตกอย่างบ้าคลั่งอย่างนี้ แต่ทำไมนภาถึงได้ดูสว่างไม่อึมครึมเลยซักนิดเดียว

อย่างนี้ใช่ไหมที่เขาเรียกว่าฝนตกฟ้าแจ้ง
ยามาโมโตะที่ใส่ชุดเคนโด้ยืนตั้งท่านิ่ง

จิตใจที่ไม่หวั่นไหว....
แน่นิ่งดั่งสายน้ำที่สงบ

เมี้ยว~!!

นัยน์ตาสีดำเบิกกว้างเมื่อได้ยินเสียงที่ดังตรงนอกชาน

“อ้าว นี่แกหลงมาจากทางไหนละเนี่ย”

ชายหนุ่มร่างสูงละจากท่าแล้วเดินเข้ามาอุ้มแมวตัวนั้น มันเปียกฝนและทำท่าหนาวสั่นจนดูน่าสงสาร ยามาโมโตะเดินไปหาผ้ามาเช็ดเจ้าแมวสีน้ำตาลตัวนี้อย่างไม่รังเกียจ

“ฮ่าๆๆๆ มอมแมมไปทั่วตัวเลยนะ นายเนี่ย”

แม้ว~

เจ้าแมวตัวนี้ร้องเหมือนจะอ้อนเอาใจ มันซุกตัวเองบนตักของยามาโมโตะแล้วทำท่าจะหลับ
มือเรียวได้ลูบขนสีน้ำตาลนั้นอย่างเบามือ
///สีน้ำตาลฟูฟ่องแบบนี้ เหมือนกับผมของสึนะเลยน้า~///
ร่างสูงคิดในใจ ดวงตาสีนิลได้หลับตาพริ้ม นึกถึงบุรุษร่างเล็ก คน คนนึง

สึนะในชุดเคนโด้กำลังยืนตั้งท่าถือดาบไม้เพื่อขอประมือกับเขา

“ขอโทษที่รบกวนนะยามาโมโตะ ฉันแค่อยากจะรู้นอกจากถุงมือแล้ว ฉันยังใช้อาวุธอะไรได้บ้าง”

ร่างบางได้พูดอึกอัก เมื่อวันก่อนเขาได้ขอร้องให้วรุณผู้นี้ช่วยสอนเพลงดาบให้เขาบ้าง
เพื่อไว้ป้องกันตัว ยามที่ไม่ได้พกถุงมือซึ่งยามาโมโตะก็เข้าใจดี

“งั้น เริ่มหละนะ”

เสียงทุ้มได้เอ่ยขึ้น
.......................................................................
จบภายใน 10 นาที
สึนะนอนหมดแรงอยู่ตรงขอบผนังของโรงฝึก หน้าแดงระเรื่อ เพราะความร้อนจากภายในร่างกาย
ริมฝีปากอิ่มได้อ้าปาก เพื่อระบายความเหนื่อยหอบ

“เอ้านี่ น้ำชาเย็นๆ”

ยามาโมโตะยื่นแก้วน้ำมาให้แล้วนั่งลงข้างๆ

“ยามาโมโตะเก่งจัง แรงฉันสู้ไม่ไหวเลย”

สึนะพูดชมก่อนจะยกแก้วชาดื่มอย่างกระหาย

“ก็ต้องฝึกทุกวัน ไม่งั้นไม่ได้หรอก”

ร่างสูงพูดแล้วก็ยิ้มๆ สึนะมองดูใบหน้าของยามาโมโตะ
มือเล็กได้เลื่อนจับมือใหญ่ของร่างสูง
ยามาโมโตะเอะใจเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้พูดอะไร

“มือของนายด้านไปหมดแล้วนะ เพราะการฝึกวิชาเพื่อใช้ในการปกป้องทุกคนหรือเปล่า”

ร่างบางเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นๆ น้าตาเริ่มคลอ เพราะสึนะมองเห็นมือใหญ่คู่นี้
นอกจะด้านแล้ว มันยังมีรอยแผลเป็น
รอยแผลที่เป็นหลักฐานได้ว่า
คน คนนี้ ผ่านอะไรมาบ้าง.....................
ไม่ใช่แค่มืออย่างเดียว ตามตัวของชายหนุ่มร่างสูงก็ยังมีรอยแผล
เยอะจนนับไม่หมด
และก็ไม่ใช่เฉพาะยามาโมโตะเท่านั้น คนอื่นๆก็เช่นกัน

ทั้งๆที่เป็นถึงท้องนภาที่ยิ่งใหญ่
แต่ใยกลับไม่สามารถปกป้องสิ่งสำคัญได้เลย
สึนะนั่งกอดเข่า แต่มือนั้นก็ยังจับมือของยามาโมโตะไว้แน่น
ร่างสูงเห็นท่าทีของหัวหน้าวองโกเล่ก็นึกอยากจะปลอบใจ
เขากุมมือเล็กนั้นออกจากมือของเขา ก่อนจะใช้มือของเขากุมมือเล็กนั้นแทน และยกมือขึ้นมา
สึนะแปลกใจเล็กน้อย แต่ก็ต้องตกใจ เมื่อยามาโมโตะได้ก้มลงจูบมือของเขาเบาๆ

“ยะ...ยามาโมโตะ”

สึนะหน้าแดงก่ำด้วยความเขินอย่างหนัก

“ฉันรู้ตัวเองดี ว่าต้องทำยังไง”

ปกป้อง
คุ้มครอง
เพื่อคนที่สำคัญ

“ดังนั้น นายไม่ต้องไปคิดมากหรอกนะ”

ร่างสูงกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง และแววตาที่สื่อความหมาย
หัวหน้าวองโกเล่ได้ยินประโยคนี้เข้าก็ยิ้มออกมาจนได้

“ถ้างั้น ช่วยทำหน้าที่แบบนี้ต่อไปด้วยนะ”

รอยยิ้มที่ทำให้รู้สึกว่ามีพลังใจขึ้นมาเต็มเปี่ยม
รอยยิ้มของสึนะเหมือนเป็นสิ่งหล่อเลี้ยงชีวิตของเหล่าผู้พิทักษ์ทั้งหมดเลยก็ว่าได้
................................................
ถึงจะฝึกหนักยังไง
ฝึกมามากขนาดไหน
แต่ฉันก็ยังช่วยนายไม่ได้เลยสินะ
.
.
.
ยังจำได้เสมอ ภาพที่นายโดนยิง
ใบหน้าของนายตอนนั้นดูเจ็บปวดทรมานมาก
แต่นายก็ยังยิ้มถึงแม้นายจะร้องให้ เพราะรับรู้ได้ถึงความตายที่กำลังใกล้เข้ามา

“ฝากดูแลต่อทีนะ...และก็....ขอโทษด้วย”

นั้นคือประโยคสุดท้ายที่ฉันได้ยินจากปากของนาย สึนะ
..................................................
ยามาโมโตะลืมตาตื่นขึ้นมาก็ไม่พบเจ้าแมวตัวนั้นแล้ว
///มาอาศัยหลบฝนชั่วคราวหละมั้ง///
ร่างสูงถอนหายใจซักพัก ก่อนจะลุกขึ้นยืนเตรียมตัวฝึกซ้อมต่อ

ซักพักฝนก็หยุดตก หยาดน้ำที่ค้างอยู่ตามใบไม้ก็เริ่มร่วงหล่นลงมาเป็นระยะๆ
อากาศเริ่มที่จะแจ่มใสอีกครั้งแล้ว....
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว
so_onez
Member
Member


จำนวนข้อความ : 83
Join date : 03/02/2009

ตั้งหัวข้อเรื่อง: Re: Fic Reborn สู่อันเป็นนิรันดร์ ภาค1   Fri Feb 06, 2009 4:38 am

ตอนที่ 5 : อรุณ

“พี่ค่ะ เร็วๆหน่อยซิค่ะ”

เสียงใสจากนอกบ้านได้เรียกชายหนุ่มที่กำลังเลือกรองเท้าอยู่ในช่องเก็บรองเท้าในบ้าน

“รู้แล้ว แป๊บนึง”

เรียวเฮตอบกลับ แต่ก็ยังเลือกรองเท้าที่จะออกไปเที่ยวกับน้องสาวตัวเอง
ขณะนั้นก็เหลือบไปเห็นรองเท้าคู่หนึ่งที่ถูกห่อถุงเก็บไว้อย่างดี
เรียวเฮจัดการแกะถุงออกมา เพื่อที่จะดู
มันเป็นรองเท้าผ้าใบสีขาวคาดดำดูเท่ห์มาก

“อ้าว หามาตั้งนานที่แท้ก็ถูกซุกไว้ที่นี่นี้เอง”

เรียวเฮพูดอย่างดีใจ

“ถ้ายังใส่ได้ก็ดีนะซิ”

ชายหนุ่มเอารองเท้ามาใส่ดู เล็กไปนิดนึงแต่ก็ OK.
เสร็จแล้วเรียวเฮก็วิ่งออกมาจากบ้าน ซึ่งขณะนั้นเคียวโกะก็ยังคงยืนรออยู่ ที่รถ
ทั้ง 2 คนต่างใส่ชุดสบายๆ เพราะวันนี้เป็นวันหยุด ก็เลยกะว่าจะไปเที่ยวนอกบ้านกันบ้าง

“เอ๋...นี่พี่มีรองเท้าแบบนี้ด้วยเหรอ”

เคียวกะถามอย่างสงสัย

“อืม...ก็นี่นะ ซาวาดะเป็นคนเลือกมาให้พี่เองนี่นา”

ชายหนุ่มกล่าวก่อนจะขึ้นรถ เรียวเฮอาสาเป็นคนขับรถพาไปเที่ยวเอง

“สึนะหรือค่ะ”

เคียวโกะเอ่ยชื่อซ้ำ แววตาของเธอหรี่ลง เพราะนึกถึงผู้ชายที่เป็นคนสำคัญที่อยู่ในความทรงจำของเธอ จากเจ้าห่วยสึนะในห้อง กลับกลายมาเป็นหัวหน้าแก๊งมาเฟียซะได้

++++++++++++++++++++++++++++++

ที่ทะเล.....

“โอ๊ย~กว่าจะมาถึงที่นี่ก็ล่อซะดึกเลยแฮะ”

เรียวเฮตระโกนแล้วบิดร่างกายตัวเองให้หายจากความเมื่อย
นั่งรถมา 3-4 ชั่วโมงเต็มๆย่อมต้องล้าเป็นธรรมดา
เคียวโกะได้ขนของไปบางส่วนเข้าไปยังที่พัก เพราะจองไว้แล้วก่อนหน้านี้
ส่วนเรียวเฮขอยืนมองดูทะเลก่อนซักพัก

“ลมพัดเย็นสบายแบบนี้ ถ้านายมาด้วยก็ดีนะซิ”

ชายหนุ่มกล่าวแล้วยิ้มให้กับดวงจันทร์ที่ลอยตระหง่านนอยู่บนท้องฟ้าที่มืดมิด แต่มีเศษดาวกระจัดกระจายไปทั่วจนดูว่าสวยงาม
เรียวเฮนั่งลงบนทรายแล้วก้มมองดูรองเท้าผ้าใบที่ใส่มา

นึกย้อนไปในอดีต...................

“หวา...คุณพี่ รองเท้าขาดนะครับ”

สึนะเอ่ยอย่างตกใจที่เห็นเรียวเฮเดินเข้ามาในสถานที่ ในสภาพที่เนื้อตัวมอมแมม
เพราะเปื้อนเศษดิน รองเท้าก็ขาดรุ่งริ่ง

“ไปซ้อมวิ่งมาหนักไปหน่อย วิ่งจนรองเท้าขาดแล้วดันสะดุดกลิ้งไปตามข้างถนนนะ”

เรียวเฮกล่าวแล้วหัวเราะ เหมือนกับว่าไม่ค่อยจะสนใจตัวเองซักเท่าไหร่....- -

“เดี๋ยวก็โดนเคียวโกะจังบ่นเอาหรอกครับ”

สึนะพูดเตือนๆ

“อืม นั้นสินะ แย่แฮะ”

ชายหนุ่มพูดแล้วเกาหัวตัวเอง

“ถ้างั้น ไปซื้อคู่ใหม่กันดีกว่านะครับ”

สึนะพูดยิ้มๆแล้วเดินไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดธรรมดาๆ

“ใกล้ๆนี่มีร้านขายของทั่วไป ผมเห็นรองเท้าคู่หนึ่งลายเท่ห์มากเลยหละ”

ในเมื่อหัวหน้าเป็นคนชวนเขา เรียวเฮก็ไม่ว่าอะไร ปล่อยเลยตามเลยหละกัน
++++++++++++++++++++++++++

ภายในร้าน B.C.

“คุณพี่ครับ คู่นี้แหละ”

สึนะตะโกนโวยวายออกมาจากทางด้านหนึ่ง ซึ่งเรียวเฮเองก็กำลังยืนดูอุปกรณ์มวยอีกด้านนึง
ชายหนุ่มหันไปตามเสียงแล้วเดินไปหา
สึนะก็วิ่งถือรองเท้ามาให้อีกฝ่ายดู

“โอ๊ะ ก็เท่ห์ดีนี่นา”

เรียวเฮมองอย่างทึ่งๆ ในเมื่อคุณพี่เห็นด้วยสึนะก็ถือรองเท้าคู่นั้นไปจ่ายเงินกับคนขายทันที

“ถือว่าเป็นของขวัญจากผมนะครับ”

ชายหนุ่มหัวหน้าวองโกเล่รุ่นที่ 10 กล่าวพร้อมกับยิ้มให้

“ขอบใจนะ ซาวาดะ”

เรียวเฮเองก็กล่าวขอบคุณ พอทั้งคู่เดินออกมาจากร้าน
สึนะก็ขอให้เรียวเฮลองใส่ดู
ชายหนุ่มก็ใส่ มันกำลังพอดีกับเท้าของเขาเลย

“อย่างนี้ก็วิ่งเลย สุดหูรูด~”

เรียวเฮตะโกนแล้ววิ่งไปอย่างบ้าพลัง
ปล่อยให้สึนะมองดูข้างหลังแล้วหัวเราะแห้งๆคนเดียว
แต่หลังจากนั้นเรียวเฮก็โดนโกคุเทระว่าใส่
โทษฐานทิ้งรุ่นที่ 10 ในเมืองคนเดียว แต่สึนะก็ไม่ว่าอะไรและไม่คาดโทษอะไรอยู่แล้ว ถือว่าเป็นการเปิดหูเปิดตาของเขาด้วยนั้นเอง
+++++++++++++++++++++

“เฮ้อ~”

เรียวเฮถอนหายใจก่อนจะล้มตัวลงนอนบนพื้นทราย

“นอนแบบนี้ สกปรกกันพอดีนะซิครับ”

นัยน์ตาเบิกกว้าง เมื่อได้ยินเสียงที่แสนคุ้นอยู่ใกล้ๆตัว

“ซาวาดะ!!”

เรียวเฮลุกขึ้นมองหา ก็สะดุ้งที่เห็นสึนะยืนอยู่ใกล้ๆโดยที่ร่างบางได้ใส่ชุดวองโกเล่เต็มยศ

“หมู่นี้...ยังขยันซ้อมมวยอยู่หรือเปล่าครับ แล้วเคียวโกะจังเป็นยังไงบ้างหละ”

สึนะเอ่ยถาม แววตาของชายหนุ่มบ่งบอกถึงความห่วงใยมากมาย

“อ่า...ก็ยังขยันอยู่อะนะ ส่วนเคียวโกะก็สบายดี”

“คุณพี่เองก็สบายดีด้วยใช่ไหมครับ”

สึนะยังคงถามต่อ นัยน์ตาของเขาเองก็จ้องมองไปยังอีกฝ่ายอย่างจริงจัง
เรียวเฮพยักหน้าตอบ

“เหรอครับ ดีแล้วหละนะ”

หลังจากพูดจบสึนะก็เดินออกไป

“นายจะไปไหน ซาวาดะ”

ชายหนุ่มแห่งอรุณร้องทัก นภาที่ยิ่งใหญ่ได้หันหน้ากลับมาช้าๆ
แววตาของเขาและรอยยิ้มนั้นยังคงอ่อนโยนไม่เคยเปลี่ยน

“ผมมีที่ต้องไปนะซิครับ ฝากบอกเคียวโกจังด้วยนะว่ารักษาตัวเองดีๆด้วย”

สึนะกล่าวแล้วเดินหายไปในความมืด
เรียวเฮยืนมองดูแผ่นหลังของอีกฝ่ายจนลับตา พอรู้สึกตัวก็เดินกลับเข้าที่พัก
และเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้น้องสาวของตัวเองฟัง

“สึนะคุง”

ภายในห้องนอน เคียวโกะนั่งกอดหมอนสีชมพูที่ข้างเตียง หยาดน้ำใสๆได้เอ่อขึ้นมา
คิดถึงเหลือเกิน
คิดถึงจนไม่รู้จะทำยังไงแล้ว
ข้างนอกที่พัก ยังคงมีสายลมพัดผ่านตลอด
ค่ำคืนนี้มันช่างดูเศร้าและเงียบเหงาซะเหลือเกิน
+++++++++++++++++++++++++
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว
so_onez
Member
Member


จำนวนข้อความ : 83
Join date : 03/02/2009

ตั้งหัวข้อเรื่อง: Re: Fic Reborn สู่อันเป็นนิรันดร์ ภาค1   Fri Feb 06, 2009 4:39 am

อัศนี

ในยามค่ำคืนที่หนาวเหน็บ
ภายในห้องโถงกว้างของวองโกเล่
ได้มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งนั่งดื่มนมร้อนคนเดียวในห้อง
ข้างๆตัวของเขามีลูกอมเม็ดหนึ่งวางอยู่ใกล้ๆ
แรมโบ้
ผู้พิทักษ์แหวนอัศนี
ตอนนี้เขาอายุได้ราว 15 -16 ปีแล้ว
.
.
.
เวลาล่วงผ่านไปเรื่อยๆจนถึง ตี 2
หยดน้ำตาได้ไหลลงสู่บนโต๊ะ

“ฮึกๆ....แง้~นอนไม่หลับอ่ะ”

จู่ๆเด็กหนุ่มได้ร้องให้งอแงขึ้นมา

“เป็นอย่างนี้ทุกที ชอบงอแงอยู่เรื่อย เมื่อไหร่ถึงจะเลิกได้นะ”

แรมโบ้รำพึงใส่ตัวเอง พลางชำเลืองไปเห็นลูกอมสีชมพูที่วางอยู่
มือเรียวได้ยกขึ้นมาดู ลูกอมเม็ดนี้กินไม่ได้ เพราะมันเป็นของมีค่าสำหรับเขามาก
ลูกอมที่ได้จากหัวหน้าวองโกเล่ รุ่นที่ 10
คนที่เขาเคารพ มากที่สุด
การที่ได้ลูกอมนี้มา ก็ต้องย้อนไปเมื่อครั้งยังอดีต

มันเป็นคืนที่เหมือนกับคืนนี้

“อ้าว... นึกว่าใคร แรมโบ้เองหรอกหรือ”

สึนะเอ่ยถามจากตรงประตู เพราะเขาเดินลงมาที่นี่แล้วเห็นว่าที่ห้องโถงมีแสงไฟเล็ดออกมา
จึงชะโงกหน้ามาดูว่าใครที่อยู่ในนั้น

“เอ่อ...วองโกเล่ คือ...ว่า......ผม......”

เด็กหนุ่มกระวนกระวายที่จู่ๆได้เจอผู้สูงศักดิ์

“นอนไม่หลับซินะ”

ชายหนุ่มผมสีน้ำตาลประกายพูดอย่างรู้ทัน
แล้วเดินเข้ามานั่งด้วย

“เป็นบางวันนะครับ”

แรมโบ้พูดพลางยิ้มเขินๆ
สึนะมองดูอีกฝ่ายที่ทำหน้าตาอย่างนั้น ตัวเองก็เลยยิ้มไปด้วย

“ขอชานมร้อนให้ฉันซักแก้วสิ ฉันเองก็นอนไม่หลับเหมือนกันนะ”

สึนะสั่งแล้วนั่งเท้าคาง แต่ใบหน้าหวานนั้นก็ยังคงยิ้มให้
แรมโบ้รีบลุกแล้วเดินไปชงนมร้อนให้อย่างเต็มใจ

“นายนะชงนมกินเป็นประจำจนอร่อย ฉันก็เลยชอบนะ”

เด็กหนุ่มได้ยินยิ่งหน้าแดงเข้าไปใหญ่

“ขะ...ขอบคุณครับ”

แรมโบ้รีบชงแล้วเอามาเสริฟให้สึนะ
ชายหนุ่มก็ได้รับแล้วค่อยๆดื่มอย่างสบายใจ
แรมโบ้เองก็นั่งดื่มไปด้วย

“แล้ววองโกเล่ทำไมถึงนอนไม่หลับหละครับ”

เด็กหนุ่มอัศนีได้เอ่ยถามมั้ง
เพราะเขาเองก็นึกไม่ถึงว่าจะได้เจอ ในเวลานี้ แถมดูเสื้อผ้าก็ยังใส่เต็มยศอยู่เลย

“เพิ่งเสร็จจากงานนะก็ตอนแรกกะว่าจะมาดื่มน้ำแล้วไปอาบน้ำนอนแล้ว”


ชายหนุ่มกล่าวแล้วถอนหายใจ

“งานเยอะจนดูแย่เลยนะครับ”

เด็กหนุ่มยังคงพูดต่อ
สึนะพยักหน้า แววตาของเขาเปลี่ยนไปกลับกลายเป็นว่าช่างดูอ่อนล้า
ซะเหลือเกิน.......
.
.
.
แรมโบ้เองก็ไม่รู้จะทำยังไง แต่จู่ๆก็มีบางอย่างแล่นเข้าหัวของเขา


“วองโกเล่ครับ ช่วยยืนขึ้นทีได้ไหมครับ”

คำถามนี้ทำเอาชายหนุ่มนั่งอึนไปซักพัก แต่เขาก็ยืนตามที่อีกฝ่ายขอร้อง
แรมโบ้เดินเข้าไปนั่งคุกเข่าใกล้ๆ แล้วจับมือเรียวเล็กนั้น
มาจุมพิตที่หลังมือเบาๆ

“อ๊ะ!!แรมโบ้”

สึนะตกใจเล็กน้อย ใบหน้าหวานนั้นได้มีสีแดงระเรื่อขึ้นมา
แต่แรมโบ้เองก็ยังกุมมือนั้นอยู่

“ตอนนี้ผมอาจจะช่วยอะไรไม่ได้มากนัก แต่ผมก็จะพยายามครับ คุณที่ช่วยดูแลผมมาตลอดตั้งแต่เด็กๆ ผมไม่รู้จะตอบแทนคุณยังไง แต่ผมสัญญาว่าจะแกร่งขึ้น เพื่อคุณครับ
วองโกเล่”


เด็กหนุ่มกล่าว แล้วหยดน้ำตาก็ได้ไหลลงสู่พื้น
มือเรียวอีกข้างของสึนะได้ลูบหัวอีกฝ่ายอย่างถนุถนอม

“ขอบใจนะแรมโบ้ แต่ตอนนี้ฉันว่าเธอควรแก้ไขเรื่องขี้แงก่อนดีกว่า ฮ่าๆ”


ท้องนภาหัวเราะเบาๆแต่มือนั้นก็ยังคงลูบผมของเด็กหนุ่มไปเรื่อยๆ

จากเจ้าเด็กที่ชอบก่อกวนเป็นประจำ
เด็กน้อยที่ชอบวุ่นวายให้เขาคอยปวดหัวอยู่เรื่อยๆ
เด็กน้อยขี้แง
ตอนนี้ได้โตขึ้นจนดูเป็นผู้ใหญ่ไปเลยแฮะ....

ชายหนุ่มคิดในใจ

“ฝากทีนะ แรมโบ้”

สึนะพูดแล้วควักของบางอย่างจากกระเป๋ากางเกง

“เอ้านี่ ฉันเหลือไว้จากตอนกลางวัน เอาไปซิ”

แรมโบ้อึ้งเล็กน้อยแต่ก็ยื่นมือมารับของนั้น
มันเป็นลูกอมที่ห่อด้วยพลาสติกสีชมพู คิดว่าน่าจะเป็นรสนม
แรมโบ้ยังคงงงอยู่เล็กน้อย แต่เขาก็ยิ้มกับของที่ได้มา
เขาจะไม่กินมันหรอก.....
สิ่งที่ได้จากวองโกเล่ล้วนสำคัญยิ่ง

“ขอบคุณครับ”

สึนะยิ้มให้กับคำขอบคุณของเด็กหนุ่ม

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

แหมะ
หยดน้ำตาได้ลงสู่พื้นโต๊ะ
คิดถึงเหลือเกิน
ทำไมคุณถึงได้จากไปเร็วเช่นนี้
แรมโบ้นอนหมอบไปกับโต๊ะ
มือนั้นก็ยังคงกุมลูกอมเม็ดนั้นไว้อยู่

ตึก!!

จู่ๆก็ได้ยินเสียงอะไรดังจากประตู เด็กหนุ่มอัศนีได้จ้องมองไปยังทางประตูนั้น
อย่างไม่กระพริบตา.......

แอ๊ด~
.
.
.
“อ้าว นึกว่าใครแรมโบ้เองหรอกรึ”

ชายหนุ่มร่างบาง ผมสีน้ำตาลฟูประกาย แต่ข้างหลังกลับไว้ยาวจนดูสวยดั่งผู้หญิง
แต่กลับใส่ชุดหัวหน้าของวองโกเล่เต็มยศ
แววตานั้นยังเหมือนเดิม
แววตาที่อ่อนโยนและดูห่วงใยทุกคนอยู่เสมอ

“วองโกเล่”

++++++++++++++++++++++++++++++++++
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว
so_onez
Member
Member


จำนวนข้อความ : 83
Join date : 03/02/2009

ตั้งหัวข้อเรื่อง: Re: Fic Reborn สู่อันเป็นนิรันดร์ ภาค1   Fri Feb 06, 2009 4:40 am

นภา ตอนที่1

นภา (ตอนที่1)
จุดเริ่มต้นและจุดสุดท้าย
.
.
.
สู่ความเป็นนิรันดร์

ในห้องทำงานที่กว้างใหญ่ของวองโกเล่
มีบุรุษร่างเล็กคนหนึ่งกำลังนั่งเขียนกองเอกสารบางส่วนอยู่อย่างตั้งใจ

ก๊อกๆๆ

“ท่านรุ่นที่10ครับ ได้เวลาทานข้าวเที่ยงแล้วครับ”

เสียงมือขวาของโกคุเทระได้ดังออกจากทางข้างนอกประตู
ทำให้คนเขียนอยู่ได้หยุดมือการทำงานของตน
สึนะวางปากกาลงข้างๆกองเอกสาร แล้วลุกขึ้นมาเปิดประตูให้โกคุเทระเข้ามาภายในห้อง

“ท่านรุ่นที่10 ทำงานมาตั้งแต่เช้าแล้วนะครับ ออกไปกินข้าวแล้วพักผ่อนซะหน่อยจะดีกว่าไหม”

วายุกล่าวพลางทำหน้าเป็นห่วงคนตรงหน้า

“อืม...ก็ดีนะ”

นภายิ้มตอบแล้วเอาเสื้อคลุมที่โกคุเทระถือไว้ให้มาสวมใส่
ก่อนจะเดินนำหน้าออกไป

“โอ๊ะ ว่าไงสึนะ เพิ่งจะออกมาหรือไงเนี่ย”

ระหว่างที่ทั้งคู่เดินก็เจอยามาโมโตะพอดี ดูเหมือนว่าวรุณผู้นี่ก็เพิ่งจะเสร็จจากการไปทำงาน
ที่ต่างประเทศกับรุ่นพี่ดีโน่มาเมื่อเช้า


“งานยังยุ่งเหมือนเดิมเลย ไปกินข้าวด้วยกนไหมยามาโมโตะ”

สึนะกล่าวชวน

“โอ้ว~แน่นอนซิ ข้าวเช้าฉันยังไม่ได้กินเลยนะเนี่ย หิวจะแย่อยู่แล้ว”

วรุณที่แสนจะเบิกบานได้ยิ้มตอบกลับมา แต่กระนั้นกลับทำให้วายุที่ยืนเคียงข้างนภานั้น
เริ่มแสดงสีหน้าที่ไม่พอใจเล็กน้อย
กับการกระทำที่เรียกว่า ไม่มีมารยาทต่อผู้ที่ฐานะใหญ่กว่า

“เอาน่า โกคุเทระคุง อย่าไปสนใจเรื่องฐานะเลย
ฉันก็คือฉัน นายก็คือนาย ยามาโมโตะก็คือยามาโมโตะ
ทุกคนต่างเป็นเพื่อน ไม่ใช่หัวหน้าหรือลูกน้อง”

สึนะกล่าว
เวลาที่วายุแปรเปลี่ยน จะบ้าคลั่งหรือสงบ
ท้องนภาย่อมรู้ดีเป็นที่สุด
ประโยคนี้ทำเอาโกคุเทระซึมไปชั่วครู่

///ถึงรุ่นที่10 จะคิดแบบนั้น ผมก็มิอาจจะคิดแบบรุ่นที่10 ได้
ผมขอเป็นแบบนี้ เป็นมือขวาที่คอยรับใช้ท่านไปตลอดชีวิต
นี่แหละ คือความปรารถนาของผม///
.
.
.
สึนะเดินออกไปยังข้างนอกของที่ทำการ
เพราะที่นั้นเป็นที่พักได้อย่างดี
เป็นสนกินข้าวเล็กๆมันถูกออกแบบอย่างสวยงาม
มีดอกไม้ที่ถูกปลูกรอบๆไว้หลายพันธุ์ แต่ละดอกล้วนเป็นสีขาวบริสุทธิ์
ซักพักก็มีแม่บ้านมาเสริฟกับข้าวให้

“ขอบใจนะ”

สึนะกล่าวขอบคุณเหล่าแม่บ้านทุกครั้งที่เขาได้รับการปรนิบัติจากพวกเธอ
ยามาโมโตะนั่งลงและเริ่มบรรเลงกับข้าวก่อนคนแรก
ส่วนโกคุเทระยังคงไม่ลงมือรับประทานจนกว่ารุ่นที่10 จะเริ่มก่อน

++++++++++++++++++++++++++

“อิ่มๆๆ ฝีมือแม่บ้านที่นี่เก่งชะมัด”

ยามาโมโตะพูดอย่างมีความสุข

“ฮ่าๆๆ นั้นซินะ ก็จ้างจากญี่ปุ่นมาเลยนี่นา”

วองโกเล่รุ่นที่10 พูดบ้างเพื่อที่จะทำลายบรรยากาศที่เงียบๆเช่นนี้
ส่วนโกคุเทระก็นึกอยากจะสูบบุหรี่ขึ้นมาตระหงิดๆ
แต่จะสูบต่อหน้ารุ่นที่10 ก็ไม่ได้ซะด้วย

“เรื่องแหวน ฉันคิดว่า...ถึงเวลาที่ต้องยุติแล้ว”

จู่ๆ ร่างบางก็เอ่ยประโยคนี้ออกมา ทำให้โกคุเทระและยามาโมโตะต่างชะงักไปชั่วครู่

“หมายความว่าไง สึนะ”
“หมายความว่าไงครับ รุ่นที่10”

ผู้พิทักษ์ทั้ง 2 ต่างพากันยิงคำถามใส่พร้อมกัน
สึนะเงยหน้ามามองทังคู่ แล้วชูมือที่สวมแหวนนภาไว้

“ตราบใด ที่ยังมีแหวนวองโกเล่ริงนี้อยู่ เชื่อเถอะว่าจะมีจำนวนคนที่สู้เพื่อที่จะแย่งมัน จำนวนคนที่จะตายเพิ่มมากขึ้นแน่นอน”

****************************
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว
so_onez
Member
Member


จำนวนข้อความ : 83
Join date : 03/02/2009

ตั้งหัวข้อเรื่อง: Re: Fic Reborn สู่อันเป็นนิรันดร์ ภาค1   Fri Feb 06, 2009 4:41 am

นภา ตอนที่2

.
.
รู้ไหม ว่าการสูญเสียคนที่สำคัญนะ
มันทรมานนะ
.
.
.
ยามาโมโตะเองก็ก้มหน้ามองดูแหวนวรุณของตัวเอง

“แล้วคุณรีบอร์นไม่ว่าอะไรหรือครับ”

โกคุเทระยังคงถามต่ออีก

“อาจจะเป็นการเอาแต่ใจของฉันก็ได้...
แต่ในตอนนี้ฉันคือหัวหน้าของวองโกเล่รุ่นที่10
ทั้งนายและรีบอร์นต่างก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะมาสั่งหรือห้ามฉัน”

จู่ๆสึนะก็เอ่ยถึงฐานะตัวเองออกมา เหมือนเป็นการขู่เพื่อไม่ให้โกคุเทระโวยวายมากกว่านี้
ดังนั้น วายุจึงได้แต่ยืนนิ่ง

“พรุ่งนี้ สายๆฉันจะออกไปทำธุระข้างนอก พวกนาย 2 คนไม่ต้องตามไปหรอกนะ”


“ขอปฏิเสธ”


ชายหนุ่มร่างสูง ผมสีดำพูดตอบกลับทันควัน
ทำให้สึนะทำหน้าขมวดคิ้วเล็กน้อย ด้วยความไม่พอใจนิดๆ

“ทั้งที่ปกตินายไม่เคยคิดที่จะขัดคำพูดของฉันเลยนะ ยามาโมโตะ”

วองโกเล่ได้ลุกขึ้นยืนแล้วเดินมาใกล้ๆยามาโมโตะ ซึ่งอีกฝ่ายก็ยืนประจันหน้าเช่นกัน
เทียบกันแล้ว ความสูงของทั้ง 2 ก็แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด
แต่ว่าร่างเล็กกลับหาเกรงไม่


“ที่นายพูดก็ทำเอาฉันแปลกใจ แต่ยังไงฉันก็จะขอตามนายไปด้วย ไม่ว่าเหตุผลใดก็ตาม ”


ร่างสูง ได้พูดอย่างจริงจัง


“นายกำลังขัดคำสั่งฉัน”


ร่างบางไม่ว่าเปล่า มือเรียวเล็กได้กำคอเสื้อของอีกฝ่ายไว้แน่น
แต่ยามาโมโตะก็ ยังคงไม่พูดตอบมันหมายถึงว่าไม่ว่ายังไงเขาก็ไม่คิดถอนคำพูด
สึนะถอนใจกับความดื้อดึงของร่างสูง
จึงละมือออกแล้วเดินออกจากสถานที่นั้น

“รุ่นที่10”

เด็กหนุ่มนัยน์ตาสีเขียวมรกตได้แต่เรียกชื่อของคนที่เดินจากไป

“สึนะ”

ยามาโตะเองก็ได้แต่เอ่ยชื่อ ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งเก้าอี้
มือเรียวขยับคอเสื้อให้เข้าที่ เพระมันยับ ตอนที่สึนะกระชาก
คอเสื้อของเขา


ปึง!!


เสียงปิดประตูที่ดังด้วยไปทั่งที่ทำการบ่งบอกให้เห็นว่า
คน คนนั้นกำลัง อารมณ์เสียสุดๆ
สึนะขว้างเสื้อคลุมของโกเล่ออกแล้วขยับคอเสื้อให้หลวม
เพราะการที่อารมณ์เสียจึงทำให้อุณหภูมิในตัวสูงขึ้นจนร้อน
ชายหนุ่มทิ้งตัวลงนอนบนเตียงใหญ่
มือเล็กทั้ง2ข้างเริ่มขยำผ้าห่มเหมือนหาที่ระบายอารมณ์
ที่ขุ่นเคือง


“ต้องทีอะไรซักอย่าง......เกี่ยวกับแหวน”


สึนะพูดพร่ำออกมา
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
ตอนเช้าของวันใหม่


“รุ่นที่10 กลับประเทศญี่ปุ่นไปแล้วหรือ”


เสียงเอะอะโวยวายได้ดังลั่นทั่วที่ทำการ
ซึ้งไม่ต้องบอกก็รู้ว่าใคร


“ดูท่าจะไปตั้งแต่ตอนตี 4แล้วนะ”


เมฆาได้พูดในขณะที่มือก็ถือกองเอกสารบางส่วน
และยื่นกระดาษบางอย่างออกมาให้โกคุเทระ
ชายหนุ่มก็รับไว้แล้วเอามาอ่าน

“ถึงจะพูดไปยังไง พวกนายก็ยังอยากจะติดตามฉันอยู่ดี
ฉันก็ต้องขอบคุณพวกนายหละแต่วันนี้...
ฉันก็ขอตัวไปญี่ปุ่นก่อน อย่าตามมานะ 2 วันฉันถึงจะกลับอิตาลี
ไม่ต้องเป็นห่วงฉันดูแลตัวเองได้”

“ดูเหมือนเดี๋ยวนี้จะรู้จักคำว่าเอาแต่ใจซะแล้วนะ”

ฮิบาริ เริ่มพูดอย่างหงุดหงิด ก่อนจะทิ้งกองเอกสารไว้บนโต๊ะ
แล้วคว้าเอาเสื้อคลุม เดินออกไปทันที

“จะไปไหน”

ยามาโมโตะเอ่ยตาม

“ฉันจะไปเอาเจ้าสัตว์กันพืชนั้นกลับมา งานของมันยังไม่เสร็จเลย”


“ฮิบาริพูดทิ้งท้าย แล้วเรียกให้คนสนิท”


มาขับรถไปส่งเขาที่ท่าอากาศยาน

“ถ้าเจ้านั่นไปตามก็คงไม่ต้องห่วงหละมั้ง”

วรุณพูดอย่างโล่งใจ แต่สังเกตเห็น วายุยืนนิ่งเงียบตลอด
คงเพราะยังช็อคอยู่ที่รุ่น10ได้ออกไปโดยที่ไม่บอกเขา


++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++


“คิดถึงจริงๆเลยน้า”

ชายหนุ่มพูดอย่างสบายอารมณ์ หลังจากเดินลงจากเครื่องบิน

“ซื้อของไปฝากให้พ่อกับแม่มั่งดีกว่าเรา”

ขณะที่เดินไปอยู่นั้น สึนะก็รู้สึกอะไรบางอย่างกำลังจ้องเขา
ร่างบางจึงหันหน้ากลับไปดู
ก็พบนกฮูกตัวหนึ่งที่มีตา 2 สี กำลังเกาะตรงกิ่งไม้ด้านหนึ่ง

“มุคุโร่”

รองโกเล่รุ่น 10 ชะงักไปชั่วขณะ เขารู้ว่า.......ใจ
ในจำนวนผู้พิทักษ์ มีคนที่ไม่สามารถเข้าได้
2 คน 1 เมฆา 2 สายหมอก
และนี่คือสายหมอก... ผู้พิทักษ์ที่ไม่เคยเชื่อใจมนุษย์คนไหน
นกฮูกตัวนั้นได้บินสวนลงก่อนจะกลายร่างเป็นชายหนุ่มร่างสูง
ซึ่งใส่ชุดคลุมสีดำ จนดูน่ากลัวและน่าหลงใหลในคราวเดียวกัน

“นึกไม่ถึงว่าจะเจอคุณที่นี่นะครับ”

ชายหนุ่มพูดแล้วเดินเข้ามาใกล้ๆ

“หละ...แล้วนายทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ มุคุโร่”

สึนะพูดขึ้นเสียงด้วยความไม่พอใจเล็กน้อย

“ก็ผมมาทำงานนะซิ มีธุระที่ญี่ปุ่นมาตั้งแต่ 3 วันที่แล้ว”

มุคุโร่พูดเสียงเรียบแล้วเอากระดาษการทำงาน การนัดหมาย
ยื่นมาให้ร่างบาง

“โทษที่ฉันเองก็ลืมไป”

สึนะตอบกลับก่อนจะเดินไปทางอื่น

“คุณจะไปไหน แล้วจองที่พักหรือยังครับ”

ชายหนุ่มยิงคำถามใส่ทันที เพราะเขาไม่เห็นใคร...
มาพร้อมกับรองโกเล่เลยซักคน...

“ฉันจะไปไหนมันก็เรื่องของฉัน แล้วบ้านฉันก็มีไม่จำเป็น
ที่ต้องไปพักที่ไหนหรอก”

ชายหนุ่มพูดตัดบทก่อนจะเรียกแท็กซี่
ยังไม่ทันที่จะได้พูดกับคนขับ...มือแกร่งก็ได้คว้ามือเรียวเล็กไว้
ทำให้ร่างบางถลาเข้าสู่อ้อมกอดของร่างสูงอย่างง่ายดาย
สึนะหน้าแดงระเรืองเพราะความอาย....
ชายหนุ่มรีบด้านร่างสูงออกให้ห่างจากตัวเอง
แต่ก็ต้องตกใจเมื่ออีกฝ่ายกลับรั้ง เขาไว้.......
มุคุโร่กอดแน่นจน สึนะเริ่มรู้สึกอึดอัด

“ปะ....ปล่อยนะ นายคิดจะทำอะไร มุคุโร่”

หัวหน้ารองโกเล่รุ่นที่ 10 เริ่มโวยวาย

“ถ้าคุณไม่ยอมบอกจุดประสงค์ที่มาที่นี่ ผมก็ไม่ปล่อยเด็ดขาด”

มุคุโร่เองก็เริ่มพูดขึ้นเสียง....สึนะนิ่งไปซักพัก
ก่อนจะพูดเสียงเบาๆ

“ฉัน...มาที่นี่เรื่องแหวน”

+++++++++++++++++++++++++
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว
so_onez
Member
Member


จำนวนข้อความ : 83
Join date : 03/02/2009

ตั้งหัวข้อเรื่อง: Re: Fic Reborn สู่อันเป็นนิรันดร์ ภาค1   Fri Feb 06, 2009 4:43 am

นภา ตอนที่3

.
.
.
รู้หรือเปล่า ว่าทำไมฉันถึงต้องทำอย่างนี้
ถ้าไม่ใช่ว่าต้องเสียพวกนายไป.......
ฉันก็คงไม่ต้องทำอย่างนี้หรอกนะ
.
.
.

ร่างบางกล่าวแล้วหลุดจากอ้อมอกนั้นได้

“แหวน....!”

มุคุโร่ยังคงงงกับคำตอบ

“คนที่สร้างแหวนวองโกเล่ อยู่ที่ญี่ปุ่นฉันแค่มาหาเขาเฉยๆ”

สึนะพูดแล้วกวักมือเรียก แท็กซี่ อีกครั้ง

“ผมไปด้วย”

ร่างสูงพูด

“ไม่ได้ นี่เป็นเรื่องส่วนตัวของฉัน”

ร่างบางเริ่มขึ้นเสียงใส่อีกครั้ง ทำให้ผู้พิทักษ์แห่งสายหมอกยืนนิ่ง

“งานนายยังมีอยู่นะ รีบไปทำต่อให้เสร็จเถอะ”

นภาหันหน้ากลับมา แล้วยิ้มให้แต่ดูเป็นการฝืนยิ้ม มากกว่า
มุคุโร่คงได้แต่ถอนหายใจ พอรถแท็กซี่นั้นได้ออกไปแล้ว
มือถือของเขาก็ได้สั่น
ชายหนุ่มจึงได้คว้ากดรับ

“ฮัลโหล”

“ซาวาดะอยู่ที่นั้นหรือเปล่า”

เสียงเรียบๆ เฉยๆ ชาๆ แบบนี้ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าใครซินะ

“เพิ่งเจอกันเมื้อกี้ แต่เขาไปแล้วหละครับ”

“งั้นหรือ”


กริ๊ก !!


พูดจบกันแค่นั้นก็วางสาย
++++++++++++++++++++++++++++++++
ในเครื่องบินส่วนตัว

“คุณเคียวครับ คือว่าถึงจะไปญี่ปุ่นแต่พวกเราก็ยังไม่รู้
กันเลยว่าวองโกเล่ไปที่ไหนนะครับ”

ลูกน้องคนสนิทได้เอ่ยขึ้นมา

“ช่างมัน เดี๋ยวไปถึงก็รู้เองแหละ”

ฮิบาริตอบทั้งๆ ที่นั่งมองดูเมฆที่ลอยอยู่ข้างนอก
ดูแล้วก็อิจฉาพวกมันนัก
ที่ได้ล่องลอยไปมาอย่างอิสระบนท้องนภา
ท้องนภาที่กว้างใหญ่เช่นนี้
มันยังจะกว้างใหญ่ไปถึงไหนกันนะ

++++++++++++++++++

ในกระท่อมแห่งหนึ่งที่ไกลจากตัวเมือง
ชายหนุ่มผมสีน้ำตาลเฉกเช่นเดียวกับนัยน์ตาของเขา
ได้เดินเข้ามายังที่นี่
ซึ่งก็มีผู้เฒ่าคนหนึ่งนั่งรออยู่ในกระท่อมนั้น
สึนะได้ก้มทำความเคารพแล้วเดินขึ้นมานั่งอย่างสงบ
ผู้เฒ่าคนนั้นเองก็ก้มเคารพเขาเช่นกัน

“ท่านคือผู้ที่ครอบครองวองโกเล่ริงซินะครับ”
เสียงของชายแก่ได้ถามขึ้น

“ครับ ผมคือซาวาดะ สึนะโยชิ หัวหน้ารุ่นที่ 10 ของวองโกเล่”

ชายหนุ่มเองก็ตอบไปด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“แล้วเรื่องที่ท่านจะมาปรึกษาข้าคือ...”

คำถามนี้ทำเอาดวงตาสีน้ำตาลนั้นวาวโรจน์

“ผมต้องการรู้วิธี ทำลาย วองโกเล่ริง”

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

“โอ๊ย....ทำม๊าย....”

ในที่ทำการวองโกเล่ที่อิตาลี มีเพียงโกคุเทระ
เท่านั้นที่โวยวายอยู่คนเดียว


“หัดนิ่งๆมั่ง โกคุเทระ”


เสียงรีบอร์นได้พูดออกมาแนวรำคาญ


“ก็คุณรีบอร์นทำไมถึงไม่ห้ามรุ่นที่ 10 ไว้หละครับ”


โกคุเทระได้โวยอีกครั้ง
รีบอร์นที่กำลังอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ได้ชำเลืองมองชายหนุ่มด้วยหางตา


“เจ้าสึนะจะทำอะไร ฉันเองก็ห้ามไม่ได้หรอก
ในฐานะตอนนี้เจ้านั้นใหญ่เกินไป จนฉันคัดค้านไม่ได้”


รีบอร์นกล่าวแล้วนั่งอ่านหนังสือต่อโดยไม่สนใจอะไร
โกคุเทระเริ่มทำหน้าจะร้องไห้อีกครั้ง
เขาเองก็อยากตามตัวรุ่นที่ 10 ใจจะขาด แต่กลับโดนยามาโมโตะรั้งเอาไว้ ซะนี่

+++++++++++++++++++++++


“คุณเคียว.....ถึงแล้วครับ”

ลูกน้องสนิทได้พูดขึ้นมา
ฮิบาริก็ได้ลุกจากที่นั่งแล้วก้าวเดินลงไปอย่างรวดเร็ว
ซักพักก็มีผู้ชาย 2 คน วิ่งมาหาด้วยหน้าตาตื่น

“เอ่อ...คุณฮิบาริ ตอนนี้ วองโกเล่
ได้ไปอยู่สวนบ้านของคุณ มิยาโตะครับ”

ชายคนหนึ่งได้พูดรายงานกับหัวหน้าของตน
ฮิบาริทำท่าไม่สบอารมณ์

...///ทำไมถึงไปที่นั่น...///

ตอนนี้เขารู้สึกอยากจะจับเจ้าสัตว์กินพืชนั้นมาถามให้รู้เรื่อง.....

+++++++++++++++++++++
ที่กระท่อมหลังนั้น
ชายหนุ่มผู้ที่เป็นถึงหัวหน้ามาเฟียได้นั่งฟังที่มิยาโตะพูด
อย่างตั้งอกตั้งใจ

“คุณกำลังจะทำลายอดีต ของวองโกเล่”

ผู้เฒ่าได้เอ่ยขึ้นมา

“ผมจะทำให้มันเปลี่ยนแปลงต่างหาก”

สึนะเองก็ได้พูดกลับ
แล้วลุกยืนขึ้น
ก่อนที่จะสะบัดผ้าคลุมแล้วก้มโค้งลา
ผู้เฒ่ามิยาโตะแล้วเดินจากไป


“มันถึงเวลาแล้วซินะ”


ผู้เฒ่าพึมพำ
ขณะที่ร่างบางเดินออกมาจากเขตพื้นที่ ก็ได้หยุดเดินลง


“ตามมาถึงที่เลยหรือ มุคุโร่”


เสียงใสเอ่ยอย่างขุ่นเคืองเล็กน้อย
ที่ต้นไม้ใหญ่ได้ปรากฏร่างของชายหนุ่ม ผมสีน้ำเงิน
ใส่ชุดคลุมดำ เดินมาหา สึนะอย่างใจเย็น
มือเรียวที่ใส่ถุงมือสีดำได้คว้าจับตัวองร่างบางไว้และดึงเข้ามาหาตัวไว้
ทำให้ใบหน้าของทั้งคู่ได้ใกล้กันจนได้ยินถึงเสียงหัวใจเต้นและเสียงลมหายใจเท่านั้น

“คุณ......ตั้งใจจะทำลายแหวน”
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว
so_onez
Member
Member


จำนวนข้อความ : 83
Join date : 03/02/2009

ตั้งหัวข้อเรื่อง: Re: Fic Reborn สู่อันเป็นนิรันดร์ ภาค1   Fri Feb 06, 2009 4:43 am

นภา ตอนที่4

.
.
.
อยากจะให้เข้าใจ
กับสิ่งที่ฉันทำ
.
.
.
นัยน์ตา 2 สีได้จ้องมองชายหนุ่มอย่างเกรี้ยวกราด
แต่กลับทำให้อีกฝ่ายหากลัวไม่

“ใช่...ฉันตั้งใจ เพราะไม่งั้นจะต้องมีคนที่ต้องตายเพราะมัน นั้นเป็นสิ่งที่ฉันไม่ต้องการ”

สึนะพูดเสียงเรียบ แล้วดันตัวเองออกห่างจากมุคุโร่
แต่พอหันหลัง กลับต้องตกใจเมื่อมีคนร่างสูงอยู่ตรงหน้าอีกคน

“คุณฮิบาริ!!”

ร่างบางถึงกับทำหน้าเหวอ
ก็ฮิบาริถูกส่งตัวไปทำงานที่ประเทศอเมริกานี่นา...
แล้วทำไมตอนนี้ถึงมายืนอยู่ตรงหน้าเขาหละ

“กลับได้แล้ว นายยังมีงานที่ต้องทำต่อนะ”

ไม่พูดเปล่า มือแกร่งได้จับข้อมือเล็กนั้นแล้วฉุดกระชากทันที

“อ่ะ!! ปะ...ปล่อยนะครับ”

สึนะร้องโวยวายเพราะความเจ็บ
แต่ฮิบาริกลับไม่สนใจคำร้องนั้น
ส่วนมุคุโร่ก็ยืนมองทั้ง 2 คน
.
.
.
เหมือนจะสนุกในสายตาของเขาเอง
ถ้าฮิบาริสามารถห้ามสึนะในเรื่องแหวนได้ก็ดี

///กลับไปทำงานต่อดีกว่ามั้งเรา///

คิดได้ก็หันหลังกลับ แต่ทว่า...

เพี๊ยะ!!

เสียงตบที่ดังขึ้นทำให้ชายหนุ่มแห่งสายหมอกได้หันกลับมามองอย่างตกใจ
เมื่อ รุ่นที่10 ของวองโกเล่ โมโหจนเผลอตบหน้าของผู้พิทักษ์ตัวเอง
ฮิบาริถึงกับมึนไปเล็กน้อย
นัยน์ตาสีนิลวาวโรจน์ด้วยความโมโห
อยากจะบอกว่าตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยมีใครกล้าที่จะตบเขาเลย

“แก เจ้าสัตว์กินพืช”

ฮิบาริพูดด้วยน้ำเสียงโมโหเต็มที่สาบานได้เลยว่าไม่เคยโมโหขนาดนี้มาก่อน มุคุโร่เองก็เตรียมตัวจะเข้าไปห้าม

“คิดจะทำอะไรกับผม”

คำพูดแบบนั้นทำเอาทั้ง 2 คนต่างชะงัก
สึนะควักถุงมือใหมพรมออกมาและเม็ดยาที่เตรียมไว้ในกล่องที่ซ่อนอยู่ในกระเป๋ากางเกง
ไม่จำเป็นที่ต้องใช้กระสุนปืนรีบอร์นแค่เม็ดยา 1 เม็ดก็พอแล้ว

“คิดจะสู้กับฉันหรือไง ซาวาดะ”

ฮิบาริได้พูดอย่างเคืองๆ และทำท่าจะฆ่าคนได้ทุกเมื่อ
สึนะกลืนเม็ดยาลงไป ซักพักออร่าของไฟดับเครื่องชนก็ลุกโชนออกมาบนศีรษะของเขา
พร้อมๆกับถุงมือใหมพรมได้แปรเปลี่ยนเป็นถุงมือเหล็กและมีไฟดับเครื่องชนลุกออกมาเช่นกัน
ผมสีน้ำตาลยาวได้พลิ้วไปตามแรงลมที่พัดมาพร้อมกับผ้าคลุมของวองโกเล่สีดำนั้น

“ผมไม่คิดจะสู้กับคุณกับคุณหรอกครับ”

///เพราะไม่อยากจะสูญเสียคนที่สำคัญแล้ว///

ร่างบางได้เดินเข้ามาใกล้ๆ โดยที่ไม่ได้กลัวกลัวร่างสูงเลยแม้แต่น้อย
แต่แล้วฮิบาริกลับต้องตกใจเมื่อสึนะได้คว้ากอดคอเขาไว้
ริมฝีปากอิ่มได้รูปนั้นได้ประกบกับริมฝีปากของเขาอย่างบางเบา
เบาจนแทบไร้ความรู้สึก
.
.
.
สึนะผละออกมา ก่อนจะใช้พลังดับเครื่องชนพุ่งบินออกจากสถานที่ตรงนี้
มุคุโร่มองสึนะที่พุ่งบินออกไปก่อนเดินไปแตะไหล่ของฮิบาริ
จู่ๆทอนฟาก็เสยคางของร่างสูง แต่ผู้พิทักษ์แห่งสายหมอกก็หลบได้ทันควัน

“แหม~ถ้าโมโหก็อย่าลงที่คนอื่นซิครับ”

ชายหนุ่มพูดยิ้มๆ

“หนวกหู อย่ามาทำให้ฉันโมโหมากกว่านี้ ถ้ายังไม่อยากตายเร็ว”

ผู้พิทักษ์แหวนเมฆาได้พูดด้วยน้ำเสียงโมโห ก่อนจะเดินเข้าไปในรถตู้สีดำ
มุคุโร่ยืนมองรถตู้ที่วิ่งไปจนลับตา
ของเขานะหรือ แค่สึนะหลับตาลงสู่ห้วงแห่งความฝัน
เขาเองก็สามารถเชื่อมไปหาได้แล้ว
แค่รอเวลาคืนนี้เท่านั้น
.
.
.
++++++++++++++++++++++++++++++
ในเมืองกรุงโตเกียว
ที่บ้าน ซาวาดะ

กริ๊ก!!

ชายหนุ่มแห่งท้องนภาได้เปิดประตูสู่บ้านตัวเอง
หลังจากที่ไม่ได้เข้ามา 2-3 ปี
ข้าวของภายในบ้านยังคงหลงเหลืออยู่ ไม่ว่าจะเป็นโซฟา เตียงนอน ตู้เย็นและโทรทัศน์
แต่มีสิ่งนึงที่ไม่หลงเหลือแล้ว ก็คือ
กลิ่นไอของความอดีตที่แสนวุ่นวายแต่ก็สนุกสนาน
มันไม่หลงเหลือในบ้านหลังนี้แต่มันยังยึดติดอยู่ในความทรงจำของเขา
มันเป็นความทรงจำที่มีค่ามาก
สึนะวางเสื้อคลุมไว้ที่โต๊ะ ก่อนจะปลดคอเสื้อที่ใส่อยู่
ให้หลวมๆซักหน่อย

“เฮ้อ~ทำไมถึงเจอแต่เรื่องนะเรา”

ร่างบางบ่นก่อนจะเดินไปเปิดตู้เย็น รินน้ำเย็นดื่มให้ชื่นใจเล็กน้อย
ถึงแม้บ้านหลังนี้จะไม่มีคนอยู่ แต่เขาก็คอยจ้างให้พวกแม่บ้านมาจัดการทำความสะอาดทุกอาทิตย์
ดังนั้นตอนที่เข้ามาถึงได้สะอาดเอี่ยมไร้ฝุ่นผง
เสื้อที่ใส่มาจากอิตาลีถูกวางกองตรงหัวเตียงอย่างไม่ใส่ใจ
สึนะจัดการแต่งตัวเองอย่างสบายๆ
ยังดีที่บ้านหลังนี้มีเสื้อผ้าเหลือ 2-3 ชุด ไม่งั้นเขาคงต้องเดินไปซื้อมาเองแหง
ผมยาวได้ถูกรวบรัดไว้อย่างหลวมๆ

///จะอยู่แต่ที่บ้านก็น่าเบื่อ ออกไปเดินเล่นหาซื้อของไปด้วยจะดีกว่า///

+++++++++++++++++++++++++++
ที่ประเทศอิตาลี
เรียวเฮย์ ผู้พิทักษ์แหวนอรุณได้ยินข่าวว่าสึนะได้แอบออกไปประเทศญี่ปุ่น จึงได้พักงานมาที่ทำการ
อย่างเร่งด่วน พร้อมๆกับเคียวโกะด้วย

“เฮ้!!เจ้าหัวปลาหมึก นายเป็นเลขาภาษาอะไรเนี่ย”

เรียวเฮย์เริ่มโวยวายใส่โกคุเทระเคียวโกะเองก็คอยห้ามพี่ชายตนเอง

“เงียบไปเลย เจ้าหัวสนามหญ้า ใครจะไปรู้ว่ารุ่นที่ 10 จะไปนะ”

วายุเองก็เริ่มโวยวายกลับ

“เอาน่า เดี๋ยวฮิบาริก็พากลับมาเองแหละ ไม่ต้องเป็นห่วงกันหรอก”

ยามาโมโตะพูดยิ้มๆตามแบบฉบับของคนอารมณ์ดีตลอดเวลา

“แบบนั้นมันยิ่งน่าเป็นห่วงเฟ้ย!!”

ทั้ง 2 คนต่างประสานเสียงกันใส่วรุณที่นั่งอยู่ตรงโซฟา

+++++++++++++++++++++++++++++++++++
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว
so_onez
Member
Member


จำนวนข้อความ : 83
Join date : 03/02/2009

ตั้งหัวข้อเรื่อง: Re: Fic Reborn สู่อันเป็นนิรันดร์ ภาค1   Fri Feb 06, 2009 4:46 am

นภา ตอนที่5

.
.
.
ฉัน
.
.
.
ก็แค่อยาก
ให้คนที่ฉันรัก
ได้อยู่กันอย่างมีความสุขเท่านั้นเอง

++++++++++++++++

จากการเดินทางเที่ยวในเมืองกรุงโตเกียว
สึนะก็ขึ้นรถ Taxi กลับบ้าน
พร้อมกับข้าวของที่เต็มไม้เต็มมือ

“พ่อกับแม่จะดีใจมั้ยน้า~”

ร่างบางพึมพำอย่างอารมณ์ดีพร้อมกับถือของเข้าบ้าน

ตุบ!!

“เอาหละ ต้องแยกกันไว้ก่อนซินะ”

พูดจบสึนะก็นั่งจัดการกับของที่ซื้อมา

“อันนี้ให้ยามาโมโตะ นี่ก็โกคุเทระ ส่วนนี้ก็แรมโบ้ และอันนี้ก็ของคุณพี่และเคียวโกะจัง
อ๊ะ...ส่วนอันนี้และก็อันนี้ก็..............”

ชายหนุ่มนั่งมองของที่เหลืออยู่ 2 ชิ้น
มือเรียวได้หยิบขึ้นมาดูใกล้ๆ ก่อนจะถอนใจ

“คุณฮิบาริกับมุคุโร่จะเอาหรือเปล่านะ เฮ้อ~เดาใจไม่ออกเลย”

ในจินตนาการของสึนะในตอนนี้

“นี่มันอะไร ซาวาดะ”

“เอ่อ...ก็ผมเห็นว่ามันน่าเหมาะกับคุณก็เลย...”

เพล้ง!!

“อ้า~”

“ฉันไม่ต้องการของที่ไร้สาระแบบนี้”

ย้อนกลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง
ร่างบางนั่งอย่างท้อๆ

“อึ๋ย…ถ้าเป็นแบบนั้นหละก็....(>_<)”

และก็เข้าสู่โลกจินตนาการอีกครั้ง

“วองโกเล่ นี่มันอะไรหรือครับ”

“เอ๋…ก็ของขวัญไง นายยังไม่เคยได้รับเลยใช่ไหมหละ”

“คุณสงสารผมหรือไงครับ”

“(0_0)”

“หึ ขอโทษนะครับ สิ่งที่ผมต้องการคือร่างกายคุณต่างหากหละ ไม่ใช่ของแบบนี้”

กลับสู่โลกแห่งความเป็นจริงอีกครั้ง

“ว้าก~~~~”

ชายหนุ่มนั่งกุมหัวและโวยวายอย่างหนัก

++++++++++++++++

ตอนกลางคืน
ที่บ้านซาวาดะ

“สวัสดีค่ะ พบกับข่าวภาคค่ำ ติ๊ด!!
“เจ้าบ้า คิดไงถึงมานี่ ติ๊ด!!

ช่องโทรทัศน์ถูกกดเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เหมือนกับว่าคนที่กดจะไม่มีจุดมุ่งหมายในการดู
สึนะนอนบนโซฟาด้วยหน้าตาที่ดูหงอยเหงา

///ทำไมถึงได้เงียบแบบนี้นะ///

มือเรียวนั้นก็ยังคงกดปุ่มรีโมทไปเรื่อยๆอย่างไม่ใส่ใจมาก

“ฮ้าว~ชักง่วงแล้วแฮะ”

พูดเสร็จก็กดปิดโทรทัศน์แล้วเอาผ้าห่มที่เตรียมมาคลุมร่างกายตนเอง
ไม่รู้ว่าเป็นไร ทำไมนอนโซฟาตัวนี้แล้วร่างกายก็ไม่อยากลุกไปไหนทั้งนั้น
ซักพักเปลือกตาก็ได้หลับลงสู่ความนิทรา
.
.
.
“หึๆๆมาแล้วหรือครับ วองโกเล่”

เสียงที่แสนคุ้นเคยดังทั่วบรรยากาศรอบด้านของสึนะ
ชายหนุ่มลืมตาตื่นขึ้นมา ก็พบว่าตัวเองอยู่ในที่ ที่แสนมืดมนจนน่าขนลุก

“มุคุโร่ นายมีธุระอะไรกับฉันอีก”

เสียงใสปนเคืองๆได้ตะโกนขึ้นพร้อมกับลุกเดินหาเจ้าตัวที่พาเขามายังที่นี่
มือแกร่งได้ยื่นมาจากด้านหลัง และเข้ากอดสึนะโดยที่ชายหนุ่มไม่รู้ตัว

“ว้าก~!!”

สึนะตกใจพยายามจะดิ้นหนีอย่างสุดชีวิต แต่พอมองดูดีๆก็เห็นว่าเป็นมือของมุคุโร่
ชายหนุ่มจึงหยุดดิ้น

“หยุดทำไมหละครับ”

เสียงทุ้มเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ดูจะสนุกที่ได้แกล้งวองโกเล่
ร่างบางจับมือของคนที่กอดอยู่อย่างเบาๆ

“นี่ มุคุโร่ นายกำลังจะทำอะไร ตั้งใจจะทำอะไรกันแน่”

เสียงหวานๆได้พูดขึ้น
ผู้พิทักษ์แห่งหมอกได้เงียบไปซักพัก

“แล้วคุณหละครับ ตั้งใจจะทำอะไรกันแน่”

สึนะกลับเป็นฝ่ายเงียบไปซะเอง
แล้วมุคุโร่ก็โผล่ออกมาจากช่องมืดนั้นอย่างเต็มตัว เขาก้มหน้าคลอเคลียที่ช่วงคอที่ขาวเนียน
ริมฝีปากของร่างสูงได้เข้าไปใกล้ๆกับใบหูของอีกฝ่ายแล้วกระซิบอย่างบางเบา

“ตอนนี้ผมแค่อยากจะพาคุณกลับไปที่อิตาลีเท่านั้นเองนะครับ”

เสียงทุ้มที่ฟังแล้วแทบจะละลายของมุคุโร่
ทำเอาแข้งขาของสึนะเริ่มไม่มีแรง

“ฉันนี่...สู้นายไม่ได้เลยจริงๆ”

พูดจบ ชายหนุ่มก็ได้หลับลงสู่อ้อมอกของบุรุษแห่งหมอก
.
.
.

ปึ๊ง!!!

เสียงประตูบ้านที่คล้ายกับว่าถูกใครถีบอย่างรุนแรง
ได้ดังขึ้นมา ทำเอาชายหนุ่มที่นอนอยู่ได้ลืมตาตื่นขึ้น
ร่างบางลุกขึ้นมาจากโซฟากะจะเดินไปดูแต่กลับต้องชะงักเมื่อเขาพบคนที่ลอบเข้ามาในบ้าน
โดยที่ยังไม่ได้รับอนุญาตยืนตรงประตูห้องรับแขกแล้ว

“ว่าไง ซาวาดะ ถึงกับให้ฉันมารับถึงนี่เชียวนะ”

ฮิบาริพูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆ แต่แววตากลับหาไม่เป็นอย่างนั้น

“คุณฮิบาริ...”

สึนะเอ่ยชื่อคนที่อยู่ตรงหน้าอย่างช้าๆ
เมฆารับรู้ถึงอะไรบางอย่างที่แปลกไป จึงได้พุ่งเข้ามาพร้อมกับชักทอนฟาออก
จุดที่เล็งไว้คือ หัวของวองโกเล่

ฟึบ!!

ทันทีที่ทอนฟาจะฟาดลงมา ร่างบางกลับถอยหลังหลบไปอย่างสบายๆ
ฮิบาริจึงได้เก็บทอนฟาไว้

“มุคุโร่”

ชายหนุ่มเอ่ยชื่อของผู้พิทักษ์แห่งหมอก
สึนะเงยหน้ามามอง ทำให้เห็นว่า
ดวงตาที่ปกติเป็นสีน้ำตาล บัดนี้แปรเปลี่ยน
กลับกลายเป็นว่า อีกข้างสีแดง และอีกข้างสีน้ำเงิน

“สมกับเป็นคุณนะครับ เก่งจริงๆ”

เสียงของมุคุโร่ได้ออกจากริมฝีปากของสึนะ

“ถ้างั้นก็ช่วยจัดการพาส่งไปที่อิตาลีด้วยหละ”

ฮิบาริพูดสั่งก่อนจะเดินกลับ

“แล้วถ้าผมพูดว่า...จะยึดร่างนี้ไปตลอดเลยหละครับ”



+++++++++++++++++++
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว
so_onez
Member
Member


จำนวนข้อความ : 83
Join date : 03/02/2009

ตั้งหัวข้อเรื่อง: Re: Fic Reborn สู่อันเป็นนิรันดร์ ภาค1   Fri Feb 06, 2009 4:48 am

นภา ตอนที่6

.
.
.
หมอกที่ไร้ตัวตน
แต่กระนั้น
จิตใจยังมีอยู่
เพื่อใครบางคน
.
.
.
“แล้วถ้าผมจะพูดว่า...จะยึดร่างนี้ไปตลอดเลยหละครับ”

มุคุโร่ในร่างสึนะเอ่ยขึ้นมา ทำให้อีกฝ่ายหยุดเดินทันที
ก่อนจะหันมามองด้วยแววตาที่ไม่สบอารมณ์

“หมายความว่าไง”

เสียงทุ้มได้พูดอย่างเบาๆและมองอีกร่างบางอย่างไม่ละตา
สึนะยิ้มแบบเจ้าเล่ห์

“ก็....หมายความว่าผมจะขอยึดร่างนี้แล้วจะไปถล่มพวกมาเฟียไงหละครับ”

พูดเสร็จก็เดินไปนั่งเล่นบนโซฟา

“คิก...คิก...คุณฮิบาริ”

คราวนี้เสียงทุ้มแปรเปลี่ยนเป็นเสียงหวานๆของผู้ที่ถูกสิง
ฮิบาริยังคงยืนดูท่าที
ทอนฟาที่ถูกเก็บไว้เริ่มจะถูกชักออกมาอีกครั้ง

“ฉันขอเตือนอะไรซักอย่างนะ มุคุโร่”

เสียงทุ้มได้พูดขึ้นมาอีกครั้ง

“รีบออกมาจากร่างของเจ้านั้นซะ”

ในเมื่อผู้พิทักษ์แห่งหมอกดูท่าจะพึ่งไม่ได้ คงเหลือแต่เขาที่ต้องลงมือทำซะเอง

“อืม...ไม่เอาหรอก”

เสียงใสปฏิเสธ

“นี่...ผมรู้นะ ว่าคุณนะก็แอบชอบผมเหมือนกัน”

สึนะพูดออกมาแล้วกระโดดลงจากโซฟามาหาชายหนุ่ม
พร้อมกันนั้นก็แกะกระดุมเสื้อนอนสีขาวที่ใส่อยู่ด้วย
ใบหน้าของนภาช่างดูเย้ายวนยิ่งนัก ไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง ถ้าได้เห็นต่างก็ต้องตกหลุมรัก
ไปง่ายๆอย่างแน่นอน
มือเรียวเล็กโอบคอของร่างสูงไว้ ดวงตาสีน้ำตาลประกายนั้นได้จ้องมองไปยังนัยน์ตาสีดำรัตติกาล

“คุณฮิบาริ”

เสียงหวานเอ่ยชื่ออีกครั้งนึง
ฮิบาริยังคงยืนมอง ซักพักมือแกร่งนั้นก็ได้คว้าเอวบางไว้
นัยน์ตาสีนิลนั้นได้มองตอบกลับนัยน์ตาสีน้ำตาลนั้น พยายามจะสื่อความหมาย

“ใช่...ฉันเองก็อยากจะบอกว่าฉันรักนาย”

สึนะได้ยินก็แอบยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย

ปึ๊ก!!

หมัดของชายหนุ่มได้ชกเข้าสู่ช่วงท้องของสึนะอย่างจัง

“อ่ะ!!”

ร่างบางทรุดลงไปนอนกับพื้นทันที
แต่ก็ยังพยายามดันตัวเองให้ลุกขึ้นมา

“ทำอะไรของคุณนะ”

เสียงสั่นๆของมุคุโร่เอ่ยอย่างยากลำบาก ที่จริงมุคุโร่ไม่ได้รู้สึกเจ็บอะไรเลย
แต่ร่างที่เขาสิงอยู่ต่างหากที่กำลังจะแย่
.
.
.

ในห้วงแห่งความฝัน


“อึ๊ก”

สึนะที่หลับอยู่ในอ้อมกอดของผู้พิทักษ์แห่งหมอกได้สะดุ้งขึ้นมา
แต่กระนั้นเขาก็มิอาจฟื้นขึ้นมาได้
เพราะพลังของ มุคุโร่ คนนี้
แต่ว่า ผู้พิทักษ์แห่งสายหมอกก็จำเป็นต้องถอยกลับ
ถ้าเขายังดื้อดึงหยอกล้อกับเมฆาผู้นี้ต่อไป
สึนะอาจจะช้ำไปกว่านี้แน่นอน.....................

“ชอบทำอะไรให้มันยุ่งยาก”

พูดจบฮิบาริก็เดินเข้าไปอุ้มร่างบางที่ยังคงนอนสลบอยู่

///ไร้จิตของมุคุโร่แล้ว///

ชายหนุ่มเหลือบไปเห็นกองของขวัญที่ใส่ถุงอย่างดีอยู่ติดกับโซฟา แต่เขาก็ไม่เอะใจอะไรมากนัก
ฮิบาริอุ้มสึนะออกจากบ้าน โดยมีรถตู้สีดำจอดรับอยู่

“ไปเอาชุดที่เจ้านี่ใส่มาจากอิตาลีแลก็...ของที่อยู่ข้างๆโซฟามาด้วย”

สั่งกับลูกน้องเสร็จก็วางสึนะไว้ที่เบาหลังอย่างเบาๆ
สายตาที่คมของฮิบาริยังคงจ้องมองใบหน้าของวองโกเล่หนุ่มที่นอนหลับไม่รู้เรื่องรู้ราว
.
.
.
+++++++++++++++++
ที่โรงแรม xxx
ในห้องที่กว้างใหญ่ ที่ถูกประดับประดาไปด้วยเฟอร์นิเจอร์ของแพงๆ
บนเตียงนอนสีแดงมีชายหนุ่มนอนหลับอยู่
ซักพักดวงตา 2 สีได้ลืมขึ้น

“ฮึๆๆ”

มุคุโร่ได้หัวเราะออกมา
เขาลุกมานั่งแล้วดึงยางรัดผมออก
ผมสีน้ำเงินแกมดำนั้นได้ถูกปล่อยให้เป็นอิสระ
ชายหนุ่มถอดเสื้อนอกออก แล้วปลดกระดุมเสื้อตัวเองจนเผยให้เห็นแผงอก
เขาก้าวเท้าเดินลงมาจากเตียงนอนแล้วไปที่หน้าต่างบานใหญ่
ที่ข้างล่างเห็นแสงสีในเมืองโตเกียวและบนฟ้าที่มืดมิดที่มีดวงจันทร์

“ช่างสวยงาม...เหมือนคุณเลยนะครับ”

ร่างสูงเอ่ยออกมา
ดวงตา 2 สีที่น่าพิศวงยังคงจ้องดวงจันทร์ดวงนั้นไปเรื่อยๆโดยไม่มีท่าทีจะเบื่อ

“เสร็จธุระที่นี่แล้ว ผมจะกลับไปหาทันทีเลยนะครับ”

++++++++++++++++++++
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว
so_onez
Member
Member


จำนวนข้อความ : 83
Join date : 03/02/2009

ตั้งหัวข้อเรื่อง: Re: Fic Reborn สู่อันเป็นนิรันดร์ ภาค1   Fri Feb 06, 2009 4:49 am

ตอน เค้นคำตอบ

.
.
.
วันใด...ที่.....
นภาเศร้าหมอง
วันนั้น
เมฆาก็คงจะหมองตาม
.
.
.


ภายในรถตู้สีดำที่วิ่งอยู่บนถนนทางด่วน
.
.
.
“อือ...”

เพราะแรงสั่นสะเทือนของการวิ่งทำให้ชายหนุ่มเริ่มรู้สึกตัว

“ตื่นแล้วรึ”

เสียงทุ้มของฮิบาริได้แล่นเข้ามาในโสตประสาทของสึนะทันที

“หวา~คุณฮิบาริ...โอ๊ย!!”

เพราะความตกใจเลยรีบลุกขึ้นมา อาการเจ็บที่โดนฮิบาริต่อยเลยแล่นเข้ามาด้วย
ร่างบางถึงกับตัวงอเล็กน้อย

“ผะ...ผมไปโดนอะไรมา”

สึนะได้ถาม แต่ฮิบาริกลับนิ่งเงียบไม่ยอมตอบ ในเมื่ออีกฝ่ายไม่พูดไม่ตอบอะไร แล้วเขาเอง
ก็จะไปสนใจทำไม ก็คงได้แต่งงกับตัวเองว่าไปโดนอะไรมา

“อ๊ะ นี่คุณจะพาผมไปไหนกันนะ”

สึนะพึ่งจะนึกออกว่าตัวเองอยู่ในรถของฮิบาริ

“อิตาลี”

กล่าวจบแค่นั้นเขาก็ไม่พูดอะไรอีก

“ไม่ได้นะ ผมยังไม่กลับ”

ร่างบางเริ่มโวย
ฮิบาริเริ่มรู้สึกรำคาญซะแล้ว จึงได้หันหน้ามามองอย่างโมโห

“ยังไงนายก็ต้องกลับ”

คำพูดที่เด็ดขาดทำเอาร่างบางรู้สึกแย่

///แล้ว...ของขวัญ///

ชายหนุ่มเริ่มตีหน้าคิดหนัก

“ถ้าของหละก็ ไม่ต้องห่วงอยู่ข้างหลังเบาะ”

เหมือนฮิบาริจะรู้ว่าสึนะกำลังกังวลเรื่องนี้อยู่จึงได้พูดออกมา
สึนะได้ยินจึงได้ทำหน้าโล่งอกทันที
ฮิบาริได้เห็นก็แอบบิ้มที่มุมปากเล็กน้อย

++++++++++++++++++++++++++

ที่ลานบิน

“เป็นอะไรหรือเปล่าครับ ท่านวองโกเล่”

ลูกน้องคนสนิทของฮิบาริได้เอ่ยถาม เมื่อเห็นสีหน้าของวองโกเล่ไม่ค่อยจะสู้ดีเท่าไหร่

“เปล่า ไม่ได้เป็นอะไรหรอก”

สึนะตอบกลับและยิ้มให้

“รีบขึ้นซะ เวลาไม่มีแล้ว”

มือที่แกร่งดุจดั่งเหล็กได้คว้าข้อแขนที่บอบบางนั้นลากขึ้นเครื่องบินส่วนตัว
พอถึงที่นั่งฮิบาริก็ผลักสึนะไปนั่งตรงที่ติดกับหน้าต่าง
ชายหนุ่มอุทานด้วยความเจ็บจากแรงกระแทก

///ความอ่อนโยน ไม่เคยมีกับชายคนนี้///

สึนะแอบคิดในใจ แต่ก็พยายามปรับสีหน้าให้ปกติ
ฮิบาริเองก็นั่งติดกับสึนะ ด้วยการไม่อยากเสียเวลาไปเปล่าๆ ชายหนุ่มแห่งเมฆา
ก็ถือเอกสารมาทำงานต่ออย่างเงียบๆ
บรรยากาศแบบนี้มันทำให้ร่างบางรู้สึกอึดอัดมาก
.
.
.
“ทำไมถึงคิดจะทำลายแหวน ซาวาดะ”

จู่ๆร่างสูงก็พูดออกมา ท่ามกลางความเงียบ
สึนะถึงกลับสะดุ้ง ในตอนแรกเขาคิดว่ายังไม่ควรบอกเรื่องนี้
ให้ฮิบาริรู้เพราะไม่ว่ายังไงพี่ท่านก็ต้องค้านแน่
แต่นี่พี่ท่านรู้แล้วแถมยังนั่งติดซะแบบนี้อีก... (- -)
ชายหนุ่มร่างสูงชำเลืองมองมาทางที่ร่างบางนั่งอยู่
สึนะยังคงนั่งนิ่งไม่ยอมตอบคำถาม

“รีบตอบมาซะ”

ฮิบาริหมดความอดทน จึงได้คว้าจับไหล่ของสึนะไว้แน่นจนร่างบางรู้สึกเจ็บ
จากแววตาที่หวาดกลัวต่อผู้ที่กระทำ
แต่ตอนนี้กลับเปลี่ยนเป็นความเศร้า
มือเรียวเล็กนั้นได้เลื่อนจับใบหน้าคมของอีกฝ่าย
ทำให้ฮิบาริชะงักไปชั่วครู่
สึนะจ้องมองฮิบาริก่อนจะพูดออกมา

“ทำไมผมถึงคิดจะทำลายแหวนนะเหรอ”

เสียงหวานที่เล็ดรอดออกมาจากริมฝีปากสวยนั้น
เริ่มจะเปลี่ยนเป็นเสียงสั่นๆ
แล้วสึนะก็โผเข้ากอดร่างสูงอย่างรุนแรงทำให้ฮิบาริตกใจเล็กน้อย

“เพราะไม่อยากจะสูญเสียนะซิ ทำไมพวกคุณถึงไม่เข้าใจกันบ้างเลย”

พูดเสร็จชายหนุ่มก็ปล่อยโฮขึ้นมาบ่งบอกได้เลยว่าอดกลั้นมานานเพียงไร
ฮิบาริยังคงนั่งนิ่ง เขารู้สึกอยากจะปลอบใจคนนี้ๆ
แต่คนที่ปากหนักอย่างเขาจะปลอบใจคนเป็นหรือ...................เมฆาจึงทำได้แต่นั่งนิ่ง
ปล่อยให้นภายึดตัวเขาไว้ให้เป็นที่ระบายอารมณ์ในตอนนี้คงได้ซินะ

++++++++++++++++++++++++++++++++++++
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว
so_onez
Member
Member


จำนวนข้อความ : 83
Join date : 03/02/2009

ตั้งหัวข้อเรื่อง: Re: Fic Reborn สู่อันเป็นนิรันดร์ ภาค1   Fri Feb 06, 2009 4:49 am

ตอน เค้นคำตอบ

.
.
.
วันใด...ที่.....
นภาเศร้าหมอง
วันนั้น
เมฆาก็คงจะหมองตาม
.
.
.


ภายในรถตู้สีดำที่วิ่งอยู่บนถนนทางด่วน
.
.
.
“อือ...”

เพราะแรงสั่นสะเทือนของการวิ่งทำให้ชายหนุ่มเริ่มรู้สึกตัว

“ตื่นแล้วรึ”

เสียงทุ้มของฮิบาริได้แล่นเข้ามาในโสตประสาทของสึนะทันที

“หวา~คุณฮิบาริ...โอ๊ย!!”

เพราะความตกใจเลยรีบลุกขึ้นมา อาการเจ็บที่โดนฮิบาริต่อยเลยแล่นเข้ามาด้วย
ร่างบางถึงกับตัวงอเล็กน้อย

“ผะ...ผมไปโดนอะไรมา”

สึนะได้ถาม แต่ฮิบาริกลับนิ่งเงียบไม่ยอมตอบ ในเมื่ออีกฝ่ายไม่พูดไม่ตอบอะไร แล้วเขาเอง
ก็จะไปสนใจทำไม ก็คงได้แต่งงกับตัวเองว่าไปโดนอะไรมา

“อ๊ะ นี่คุณจะพาผมไปไหนกันนะ”

สึนะพึ่งจะนึกออกว่าตัวเองอยู่ในรถของฮิบาริ

“อิตาลี”

กล่าวจบแค่นั้นเขาก็ไม่พูดอะไรอีก

“ไม่ได้นะ ผมยังไม่กลับ”

ร่างบางเริ่มโวย
ฮิบาริเริ่มรู้สึกรำคาญซะแล้ว จึงได้หันหน้ามามองอย่างโมโห

“ยังไงนายก็ต้องกลับ”

คำพูดที่เด็ดขาดทำเอาร่างบางรู้สึกแย่

///แล้ว...ของขวัญ///

ชายหนุ่มเริ่มตีหน้าคิดหนัก

“ถ้าของหละก็ ไม่ต้องห่วงอยู่ข้างหลังเบาะ”

เหมือนฮิบาริจะรู้ว่าสึนะกำลังกังวลเรื่องนี้อยู่จึงได้พูดออกมา
สึนะได้ยินจึงได้ทำหน้าโล่งอกทันที
ฮิบาริได้เห็นก็แอบบิ้มที่มุมปากเล็กน้อย

++++++++++++++++++++++++++

ที่ลานบิน

“เป็นอะไรหรือเปล่าครับ ท่านวองโกเล่”

ลูกน้องคนสนิทของฮิบาริได้เอ่ยถาม เมื่อเห็นสีหน้าของวองโกเล่ไม่ค่อยจะสู้ดีเท่าไหร่

“เปล่า ไม่ได้เป็นอะไรหรอก”

สึนะตอบกลับและยิ้มให้

“รีบขึ้นซะ เวลาไม่มีแล้ว”

มือที่แกร่งดุจดั่งเหล็กได้คว้าข้อแขนที่บอบบางนั้นลากขึ้นเครื่องบินส่วนตัว
พอถึงที่นั่งฮิบาริก็ผลักสึนะไปนั่งตรงที่ติดกับหน้าต่าง
ชายหนุ่มอุทานด้วยความเจ็บจากแรงกระแทก

///ความอ่อนโยน ไม่เคยมีกับชายคนนี้///

สึนะแอบคิดในใจ แต่ก็พยายามปรับสีหน้าให้ปกติ
ฮิบาริเองก็นั่งติดกับสึนะ ด้วยการไม่อยากเสียเวลาไปเปล่าๆ ชายหนุ่มแห่งเมฆา
ก็ถือเอกสารมาทำงานต่ออย่างเงียบๆ
บรรยากาศแบบนี้มันทำให้ร่างบางรู้สึกอึดอัดมาก
.
.
.
“ทำไมถึงคิดจะทำลายแหวน ซาวาดะ”

จู่ๆร่างสูงก็พูดออกมา ท่ามกลางความเงียบ
สึนะถึงกลับสะดุ้ง ในตอนแรกเขาคิดว่ายังไม่ควรบอกเรื่องนี้
ให้ฮิบาริรู้เพราะไม่ว่ายังไงพี่ท่านก็ต้องค้านแน่
แต่นี่พี่ท่านรู้แล้วแถมยังนั่งติดซะแบบนี้อีก... (- -)
ชายหนุ่มร่างสูงชำเลืองมองมาทางที่ร่างบางนั่งอยู่
สึนะยังคงนั่งนิ่งไม่ยอมตอบคำถาม

“รีบตอบมาซะ”

ฮิบาริหมดความอดทน จึงได้คว้าจับไหล่ของสึนะไว้แน่นจนร่างบางรู้สึกเจ็บ
จากแววตาที่หวาดกลัวต่อผู้ที่กระทำ
แต่ตอนนี้กลับเปลี่ยนเป็นความเศร้า
มือเรียวเล็กนั้นได้เลื่อนจับใบหน้าคมของอีกฝ่าย
ทำให้ฮิบาริชะงักไปชั่วครู่
สึนะจ้องมองฮิบาริก่อนจะพูดออกมา

“ทำไมผมถึงคิดจะทำลายแหวนนะเหรอ”

เสียงหวานที่เล็ดรอดออกมาจากริมฝีปากสวยนั้น
เริ่มจะเปลี่ยนเป็นเสียงสั่นๆ
แล้วสึนะก็โผเข้ากอดร่างสูงอย่างรุนแรงทำให้ฮิบาริตกใจเล็กน้อย

“เพราะไม่อยากจะสูญเสียนะซิ ทำไมพวกคุณถึงไม่เข้าใจกันบ้างเลย”

พูดเสร็จชายหนุ่มก็ปล่อยโฮขึ้นมาบ่งบอกได้เลยว่าอดกลั้นมานานเพียงไร
ฮิบาริยังคงนั่งนิ่ง เขารู้สึกอยากจะปลอบใจคนนี้ๆ
แต่คนที่ปากหนักอย่างเขาจะปลอบใจคนเป็นหรือ...................เมฆาจึงทำได้แต่นั่งนิ่ง
ปล่อยให้นภายึดตัวเขาไว้ให้เป็นที่ระบายอารมณ์ในตอนนี้คงได้ซินะ

++++++++++++++++++++++++++++++++++++
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว
so_onez
Member
Member


จำนวนข้อความ : 83
Join date : 03/02/2009

ตั้งหัวข้อเรื่อง: Re: Fic Reborn สู่อันเป็นนิรันดร์ ภาค1   Fri Feb 06, 2009 4:50 am

สุดท้ายนี่ เวลาที่เดินหน้า

.
.
.
เคยเชื่อว่าถ้าตายไปแล้วจะได้ไปอยู่อีกโลกหนึ่ง
โลกนั้นนะ พอเราได้ไปจะถูกลบความทรงจำทั้งหมด
โลกนั้นจะมีแต่ความว่างเปล่า
ไร้ที่สิ้นสุดไร้ความวุ่นวายทั้งหมด
แต่ว่านะ....
จิตใจที่ยังโหยหาถึงคนที่สำคัญนั้น
ถ้ามันถูกลบออกไปจากความทรงจำฉันว่า
มันคงทรมานแย่
.
.
.
หลังจากที่เครื่องบินได้ลงจอดในพื้นที่ของวองโกเล่แฟมิลี่

“รุ่นที่10ไม่เป็นอะไรนะครับ”

เสียงถามไถ่ด้วยความเป็นห่วงของโกคุเทระดังลั่น

“อืม ไม่เป็นไรหรอก”

คนที่ถูกถามก็ตอบกลับด้วยน้ำเสียงของคนที่เหมือนจะหมดแรง
สึนะเดินเข้าตัวอาคารโดยที่โกคุเทระก็เดินตามติดๆ
ยามาโมโตะเองก็จะเดินตามไปด้วย

“เฮ้ ช่วยเอาของนี่ไปให้ด้วยซิ”

ฮิบาริพูดสั่งพร้อมกับยื่นถุงที่มีของใส่อยู่ในนั้นเต็มไปหมด
ยามาโมโตะมองอย่าง งงๆ ว่ามีอะไรอยู่ข้างในแต่ก็ยื่นมือรับของนั้น

“นี่เป็นของเจ้านั้น เอาไปให้มันด้วย”

ฮิบาริกล่าวเสร็จก็เดินหันหลังไปยังที่พักตน
.
.
.
ในห้องพักของวองโกเล่

“พรุ่งนี้จะมีกลุ่มของxxxเชิญท่านรุ่นที่10ไปพบครับ”

โกคุเทระพูดเสร็จก็ถอดเสื้อคลุมออกจากตัวของสึนะ

“กี่โมง”

ชายหนุ่มถามแล้วล้มลงไปนอนบนเตียงสีขาว

“เอ่อ...บ่าย1ครับ”

วายุตอบแล้วขอตัวลาออกจากห้อง เพราะแค่นี้เขาก็รู้แล้วว่านภาของตนเหนื่อยอ่อนเพียงไร

++++++++++++++++++++++++++++

ในรุ่งเช้าได้มีโทรศัพท์ที่ไม่ขอเอ่ยนามโทรเข้ามาหาสึนะแต่เช้า
เจ้าตัวก็ได้หลบมุมยืนคุยไปนานทีเดียว
ซึ่งมันก็หลบไม่พ้นสายตาของมือขวาไปได้


///จะถามดีหรือเปล่านะ แต่ถ้ามันเป็นเรื่องส่วนตัวหละ///

ชายหนุ่มยืนลังเลไปพักใหญ่
จนกระทั้งนภาเดินออกมาจากห้อง


///แววตาช่างดูเศร้าซะเหลือเกิน เกิดอะไรขึ้นงั้นหรือ///

“โทรศัพท์จากใครหรือครับ แล้วมีเรื่องอะไรที่ทำให้รุ่นที่10หนักใจหรือครับ”

วายุยิงคำถามใส่ทันที

///เอาว่ะ ถึงจะโดนว่าก็ยอม///

สึนะมองอีกฝ่ายอย่างอึ้งๆ
ก่อนจะหัวเราะออกมาหน่อยๆกับท่าทางของโกคุเทระนะซิ

“คิก คิก ไม่มีอะไรหรอก แค่เพื่อนสมัยเด็กๆโทรมาหานะ”

โกคุเทระรู้เลยว่ารุ่นที่10 ของเขาได้พูดโกหก
แต่ในเมื่อท่านไม่อยากจะพูดความจริง
.
.
.
ก็ไม่เป็นไร
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++

เวลาเที่ยงครึ่ง

“ใกล้ถึงเวลาแล้วนะเนี่ย”

ยามาโมโตะพูดขณะที่นอนอย่บนโซฟายาวอย่างสบายๆ โดยที่มีโกคุเทระยืนดูด้วยความหงุดหงิด
ที่มีเพื่อนไร้มารยาทอยู่ต่อหน้า

แกร๊ก!!

เสียงเปิดประตูของห้องหัวหน้าวองโกเล่ได้ดังออกมา
บุรุษผู้ซึ่งเป็นหัวหน้าแก๊งของวองโกเล่
ผู้ที่ได้เป็นถึงนภาที่ยิ่งใหญ่
ได้เดินออกมาจากห้อง และที่มือเขาเองก็ได้ถือกล่องบางอย่าง
มันคือกล่อง วองโกเล่ริง ที่มีแต่คนอยากจะได้และครอบครองมัน
ข้างในกล่องนั้นมีแหวนผู้พิทักษ์และแหวนนภารวมอยู่ด้วย
สึนะถือมันออกมา ถุงมือที่สวมใส่เริ่มแปรเปลี่ยนกลายเป็นถุงมือเหล็ก
ใช้พลังทั้งหมด
บีบอัดในคราวเดียว

บรึ้ม!!

เศษกล่องต่างกระจัดกระจายไปทั่วห้องและเศษแหวนที่แตกละเอียดจนเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
การกระทำของนภาทำเอาผู้พิทักษ์ทั้ง 2 คน ยืนอึ้ง

“ทะ...ท่านรุ่นที่10”

“สึนะ”

ทั้งวายุและวรุณต่างมองกันตาไม่กระพริบ
ชายหนุ่มผมสีน้ำตาลประกายเงยหน้าขึ้นมามองแล้วยิ้มให้อย่างไร้เดียงสา

“ไปกันเถอะ ได้เวลาแล้วหละ”

กล่าวเสร็จสึนะก็เดินนำไปก่อน
ปล่อยให้ทั้ง 2 คนได้สติกลับมาเอง
ยามาโมโตะได้สติก่อน มือแกร่งคว้าคอเสื้อของโกคุเทระแล้วลากตามสึนะไป
โกคุเทระก็ไม่ได้โวยวายใส่เหมือนเคยเพราะเจ้าตัวยังคงช๊อคอยู่นั้นเอง
++++++++++++++++++++++++++++++++
.
.
.
ได้ยินหรือเปล่า
เธอจะได้ยินเสียงของฉันมั้งหรือเปล่า
ทั้งที่อยู่ใกล้กันขนาดนี้
แต่ทำไม......
.
.
.
อย่าเศร้าเลยนะ
อย่าเสียใจอีกเลย
ถึงแม้ไม่มีฉันอยู่เคียงข้างแล้ว
สู้ต่อไปเถอะ
ชะตากรรมที่เหลือของพวกนาย
ทนต่อไปเถอะ พยายามซักหน่อย
ฉันเองก็จะเอาใจช่วยจะตะโกนให้สู้ต่อไป
ถึงแม้ว่าพวกนายจะไม่ได้ยินเสียงของฉันก็ตาม
.
.
.
++++++++++++++++++++++

ในตัวเมืองของอิตาลี
ที่หน้าตึกใหญ่มีชาย 2 คนนั่งเฝ้ารอคอยใครบางคน

“เฮ้ ยามาโมโตะ นี่ก็ปาไป2ชั่วโมงกว่าแล้วนะน่าจะได้เวลาออกมาแล้วนี่นา”

โกคุเทระเริ่มบ่น หลังจากที่ดูนาฬิกาตรงข้อมือของตัวเอง

“อือ ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกนะ สึนะซะอย่าง”

ยามาโมโตะพูดอย่างสบายใจในขณะที่ชักดาบยาวออกมาเช็ดทำความสะอาดฆ่าเวลา
ยังไม่ทันจะได้บ่นต่อ ประตูแก้วของตึกก็ได้เปิดออกมา
นภาของวองโกเล่ก้าวเดินออกมาอย่างเงียบๆ
ซึ่งสีหน้าของเขาก็ไม่ได้ดีนัก

“ท่านรุ่นที่10”

วายุรีบปรี่เข้าไปหา วรุณเดินเข้าไปในรถหยิบเอาน้ำเย็นเทใส่ผ้าเช็ดหน้าของตน
แล้วเดินมาหา พร้อมกับเอาผ้าที่เย็นนั้นเช็ดหน้าให้สึนะเบาๆ
สึนะรู้สึกเสมอกับความเป็นห่วงเป็นใยของทั้ง 2 คนนี้

“ฉัน...อาจจะทำให้พวกนายเสียใจ”

คำพูดที่หลุดลอยออกมาจากริมฝีปาก
น้ำเสียงที่เหมือนกับคนที่กำลังร้องให้

“ท่านรุ่นที่10 ว่าอะไรนะครับ”

เพราะสึนะพูดเสียงเบา ทำให้ทั้ง 2 ผู้พิทักษ์ไม่ได้ยินประกอบกับเสียงรถที่แล่นไปมาตรงถนนหลวง

“เปล่า ไม่มีอะไรหรอก พอแล้วหละยามาโมโตะ ฉันรู้สึกสบายขึ้นมาแล้ว”

ชายหนุ่มพูดแล้วยิ้มร่า
.
.
.
จะมีใครรู้ไหมว่านั้น อาจจะเป็นรอยยิ้มครั้งสุดท้าย
.
.
.
+++++++++++++++++++++++++++++
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว
so_onez
Member
Member


จำนวนข้อความ : 83
Join date : 03/02/2009

ตั้งหัวข้อเรื่อง: Re: Fic Reborn สู่อันเป็นนิรันดร์ ภาค1   Fri Feb 06, 2009 4:51 am

สุดท้ายนี่ ลางสังหรณ์

.
.
.
ความตายมันน่ากลัวไหมนะ
.
.
.
คำว่านิรันดร์ มันเป็นยังไง
.
.
.
มุคุโร่
.
.
.
นายเคยสัมผัสมาก่อนฉันใช่มั้ย
จะช่วยบอกได้หรือเปล่าหละ
ว่าความตายมันทรมานมากแค่ไหน
.
.
.
เพล้ง!!

เสียงแก้วแตกลั่นไปทั่วห้องนอนของผู้พิทักษ์สายหมอก

“เอ๋...หล่นมาแตกได้ไงกันนะว้า~เป็นแก้วที่ชอบใช้บ่อยๆซะด้วยซิ”

มุคุโร่บ่นอย่างเสียดายนิดๆ ก่อนจะก้มลงไปเก็บเศษ

///มุคุโร่///

“!?”

ชายหนุ่มร่างสูงถึงกับทรุดไปเล็กน้อย
เพราะชั่วขณะเขาได้เห็นภาพใบหน้าของสึนะ
ถึงแม้จะไม่เชื่อเรื่องพระเจ้า
แต่ว่า...................

++++++++++++++++++++++++++++++++

ที่บ้านพักส่วนตัวของฮิบาริ

“คุณเคียวครับ”

เสียงทักของลูกน้องดังนอกประตูเลื่อน
ฮิบาริที่ใส่สูทสีดำได้ลุกขึ้นมาเตรียมตัวที่จะไปทำงานต่างประเทศถึง 2 เดือนเต็มๆ
ชายหนุ่มร่างสูงผมสีนิลได้เดินไปยังประตู แต่พอจะจับประตูนั้นเอง

“อึ๊ก”

ฮิบารินิ่งไปชั่วขณะ จู่ๆเขาก็รู้สึกไม่สบายใจขึ้นมากะทันหัน
ความรู้สึกที่เหมือนจะมีเรื่องที่ไม่ดีเกิดขึ้น
ความรู้สึกที่เหมือนของสำคัญอะไรบางอย่างกำลังจะหายไป
แต่ว่า...เขาก็ต้องลุกไปทำงานอยู่ดี
คิดได้ก็สลัดความรู้สึกบ้าๆนั้นออก
ก่อนจะก้าวเท้าเดินออกไป..................

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

“แรมโบ้ ได้เวลาไปเรียนแล้วไม่ใช่รึ”

รีบอร์นยืนพูดใส่เด็กหนุ่มที่นั่งหันหลัง และนั่งทำอะไรบางอย่างอยู่

“อ่ะ...แปบน้า~ขอเก็บนี้ให้เรียบร้อยก่อน”

แรมโบ้กล่าวอย่างเหงื่อตก
รีบอร์นเดินเข้ามาดูใกล้ๆ

///นี่มัน///

ที่พื้นมีกรอบรูปสึนะที่ถ่ายตอนที่ได้เป็นหัวหน้าวองโกล่แตกกระจัดกระจาย

“นายทำตกหรือ”

รีบอร์นพูดเสียงขรึม

“เปล่าน้า~มันหล่นแตกมาก่อนหน้านี้แล้วต่างหากเล่า”

เด็กหนุ่มตะโกนโหวกเหวก เพราะมีรังสีสังหารแผ่พุ่งออกมาจากตัวรีบอร์น

อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก!!

เสียงนั้นยังคงโหยหวนต่อไป (- -)

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++


“พี่ค่ะ นี่ค่ะกระเป๋าเสื้อผ้า”

เด็กสาววิ่งมาหาผู้ที่ถูกเรียกว่าพี่

“โอ้~ขอบใจนะเคียวโกะ ไงๆก็รักษาตัวเองดีๆหละ”

ชายหนุ่มพูดแล้วลูบหัวของน้องสาวอย่างเอ็นดู

“พี่เองก็เหมือนกันนะค่ะ”

เคียวโกะเอ่ยบ้าง
เรียวเฮโบกมือลาน้องสาวของตนก่อนจะขึ้นเครื่องบิน
เขาเองก็มีงานที่ต้องไปทำที่ต่างประเทศแต่ก็แค่ 3 อาทิตย์ไม่หนักเท่าฮิบาริหรอกนะ
ชายหนุ่มเดินเข้ามาหาที่นั่ง แล้วก็ข่มตานอนทันที

“!?”

จู่ๆก็นึกถึงสึนะขึ้นมากะทันหัน
เรียวเฮจึงตื่นขึ้นมานั่งแทน มือแกร่งยกขึ้นมาปิดตาตัวเอง

“คงไม่มีอะไรหรอกน่า ยังไงก็ต้องไม่มีอะไรแน่ๆ”

อรุณพูดปลอบใจตัวเองไว้
เครื่องบินลำนั้นก็ยังคงบินมุ่งสู่ปลายทางจุดหมาย

+++++++++++++++++++++++++++++

ที่ทำงานของวองโกเล่

“เฮ้อ~เบื่อๆ”

สึนะร้องบ่นก่อนจะวางปากกาลงบนเอกสาร โกคุเทระเองก็หันมามองก่อนจะหยุดมือ

“นี่ โกคุเทระไปเดินเล่นกันซักหน่อยดีกว่านะ”

สึนะพูดชวนก่อนจะยิ้มแล้วลุกจากที่นั่ง

“เอ่อ...ยินดีครับ”

โกคุเทระหน้าแดง นี่เป็นครั้งแรกหรือเปล่านะ ที่รุ่นที่10เป็นฝ่ายชวนเขาเดินเล่นอย่างงี้

“ฉันไปด้วยซิ”

ยามาโมโตะที่นอนเล่นบนโซฟาได้พูดออกมาหลังจากที่นอนกลิ้งไปกลิ้งมา
จนเบื่อแล้ว (-*-)
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว
so_onez
Member
Member


จำนวนข้อความ : 83
Join date : 03/02/2009

ตั้งหัวข้อเรื่อง: Re: Fic Reborn สู่อันเป็นนิรันดร์ ภาค1   Fri Feb 06, 2009 4:52 am

.
.
.
มือทั้ง 2 ข้าง
ได้สอดประสานกัน
วางไว้บนหัวใจตน………
นี่!!
.
.
.
ได้ยินหรือยัง
.
.
.
จังหวะการเต้น
.
.
.
ของชีวิตเธอ
.
.
.
ฉันเอง ก็อยู่
.
.
.
อยู่ในห้วงความทรงจำ
.
.
.

เท่าที่เธอยังไม่ลืมฉัน
ฉันก็ยังคงมีตัวตนอยู่...........อยู่กับเธอตลอดไป

++++++++++++++++++

รถเก่งสีดำได้แล่นออกมาจากที่ๆของวองโกเล่

“ไปไหนดีครับ ท่านรุ่นที่10”

โกคุเทระถามขณะที่ทำหน้าที่ขับรถให้

“ไปแถวสวนที่ติดกับสถานีร้างไหมหละ เคยเห็นผ่านๆ”

“อ๋อ...ที่นั้นฉันเองก็ชอบไปบ่อยๆนะ ติดแม่น้ำแถมลมพัดมาตลอดเลยด้วย”

วรุณพูดแล้วยิ้ม

“หา นี่แกเคยไปแถวนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่ฟระ”

วายุถามอย่างไม่สบอารมณ์นิดๆ

“อืม.......จำไม่ได้แฮะ”

แป๋ว!!

+++++++++++++++++++
.
.
.
ชั่วชีวิตของคนเรา
มักจะมีเรื่องดีและไม่ดีเกิดขึ้นเสมอ
.
.
.
คิดซะว่ามันคือการทดสอบเพื่อผ่าน
คิดซะว่ามันคืออุปสรรคที่ต้องข้าม
สู้และทนต่อไปเถอะ
ถึงแม้จะไม่มีนภาที่คอยโอบอุ้มไว้แล้ว
.
.
.
+++++++++++++++++++++

“ฮ้า~เย็นดีจังเลยน้า”

สึนะพูดแบบสบายอารมณ์มาก
โกคุเทระและยามาโมโตะแอบชำเลืองนภาของตนที่ตอนนี้ดูมีความสุขมาก
รอยยิ้มที่บริสุทธิ์แบบนั้นมันทำให้พวกเขาพลอยมีความสุขไปด้วย
สึนะรู้ถึงสายตาของทั้ง 2 จึงได้หันหน้ามามองอย่างเคืองๆปนอายเล็กน้อย

“นี่ๆ พวกนาย...

ปัง!!

เสียงปีนแผดกว้างไปทั่วสวน
ใบหญ้าและดอกไม้สีขาวนวลที่ชูช่ออย่างสวยงามกลายเป็นที่รองรับร่างบางที่ล้มลงไปนอน
เลือดสีแดงฉานได้ชโลมไปทั่วพื้นหญ้าและไหลลงสู่พื้นดินทันที


“รุ่นที่10~!!”

“สึนะ!!”


เสียงร้องของ 2 ผู้พิทักษ์ที่เรียกหาชื่อของคนที่นอนราบไปกับพื้นหญ้า
แน่นิ่ง ไม่มีการขยับตัวตอบ
โกคุเทระรีบวิ่งมาดูอาการ ส่วนยามาโมโตะเองก็ชักดาบของตนออกมา
เมื่อมีกลุ่มมาเฟียอื่นได้โผล่มาจากสถานที่ร่วม10กว่าคน

“รุ่นที่10 รุ่นที่10ครับ ฟื้นซิครับ”

วายุร่ำร้องแทบคลั่ง มือแกร่งนั้นก็ตบหน้าของนภาอย่างเบาๆ
เพื่อที่จะเรียกสติให้กลับมา
.
.
.
ถึงฉันจะไม่อยู่แล้ว ก็อย่าท้อถอย
.
.
.
“อึ๊ก...โกคุเท..ระ...หรือ”

เสียงพูดที่เบาบางบวกกับลมหายใจที่เริ่มขาดห้วง
ดวงตาที่เริ่มพร่า มองไม่ค่อยจะเห็นหน้าของอีกฝ่ายซักเท่าไหร่

“แข็งใจว้ก่อนนะครับ เดี๋ยวผมจะพาไปโรงพยาบาลเอง”

โกคุเทระพูดอย่างดีใจที่สึนะได้สติกลับมาแล้ว

“มะ...ไม่ต้องหรอก....ฉันรู้ตัวเองดี ว...ว่าไม่รอดแน่”

มือเรียวเล็กได้พยายามยื่นมาจับมือของโกคุเทระที่กุมบาดแผลที่ถูกยิงไว้

“มะ...ไม่ได้นะครับ ท่านจะตายไม่ได้”

น้ำตาของวายุเริ่มไหลเอ่อออกมาอย่างห้ามไม่ได้
หยดน้ำตานั้นได้ไหลตกลงสู่ใบหน้าของสึนะ

“สั่งลากันพอรึยัง ยังไงก็ไม่รอดอยู่แล้วนา”

ชายรุ่นใหญ่คนนึงได้ใช้ปืนจ่อหัวของโกคุเทระ แต่ทว่า กลับโดนดาบฟันเข้ากลางหลังทันที
แค่ 10 กว่าคน ยามาโมโตะจัดการได้สบายอยู่แล้ว
.
.
.
ถ้าพระเจ้ามีจริง
ฉันอยากจะขอพรซักอย่างนึง
.
.
.
“ฟังนะ...ฟังที่ฉันจะพูด แค่ก!!”

ชายหนุ่มได้ไอกระอักเลือดสีเข้มออกมา ริมฝีปากเริ่มซีดอย่างเห็นได้ชัด
โกคุเทระตกใจส่วนยามาโมโตะรีบเอามือมาเช็ดเลือดจากปากของสึนะ
ชายหนุ่มที่ชีวิตใกล้จะดับ ได้หลั่งน้ำตาออกมา

///ทั้งๆที่จะพยายามไม่ร้องให้แล้วแท้ๆ ฉันนี่มัน///

“ฝากดูแลต่อที...แล้วก็ขอโทษและก็ขอบคุณที่พวกนายให้ความสำคัญกับฉัน”

ริมฝีปากนั้นพยายามฝืนยิ้มให้เห็น
.
.
.
ลมหายใจสุดท้ายได้หยุดลง
.
.
.
ท้องนภาได้จากพวกเขาไปแล้ว
.
.
.
จากไปอย่างไม่มีวันกลับมาอีกครั้ง
ต่อไปนี้จะเป็นยังไง
ต่อไปนี้จะมีอะไรต่อ
ไม่มีใครรู้
.
.
.
“อ้ากกกก~ท่านรุ่นที่10 ท่านรุ่นที่10”

โกคุเทระนั่งกอดร่างที่ไร้วิญญาณและร้องให้โวยวายอย่างกับคนบ้า
ยามาโมโตะเองก็นั่งมอง น้ำตาของเขาเองก็ไหลลงมาไม่ขาดสาย

“สึนะ...”

มือของร่างสูงได้จับลูบหน้าผากของสึนะ
อย่างอ่อนโยน

“หลับฝันดีนะ”

เขาคงกล่าวได้แค่นี้

“ท่านรุ่นที่10...ท่านรุ่นที่10ครับ”

โกคุเทระยังคงนั่งกอดร้องให้ไม่หยุด

“ไปกันเถอะ โกคุเทระ พวกเราจะต้องรีบกลับ”

ยามาโมโตะพูดก่อนจะเดินหันหลังไปเอารถมารับ
ซักพักที่เริ่มทำใจได้หน่อยโกคุเทระจึงลุกขึ้นแล้วอุ้มร่างที่ไร้ชีวิตขึ้นมา
ก่อนที่จะเอาขึ้นรถ โดยที่โกคุเทระนั่งกอดอยู่ ส่วนยามาโมโตะก็อาสาขับรถแทน
รถได้แล่นไปยังถนนหลวงอย่างเร่งด่วน
กลับไปยังวองโกเล่
.
.
.
เหล่าผู้พิทักษ์
ที่สูญสิ้นของที่สำคัญไป
.
.
.
นภาที่ได้จมลงสู่
คำว่านิรันดร์
.
.
.
มุคุโร่
ความตายมันน่ากลัวไหม
แล้วมันทรมานหรือเปล่า
.
.
.
คำว่านิรันดร์มันเป็นยังไง
.
.
.
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

“เฮ้ !!แรมโบ้อย่าซนนักซิ”

“ก๊าก~ฮ่าๆๆ จ้างให้ก็จับไม่ได้หรอก แบร่ๆ”

“อ๋า นั้นปืนบาซูก้าทศวรรษนี่นา”

เด็กหนุ่มรีบเข้าไปห้ามเจ้าวัวบ้าที่จะยิงปืนใส่ตัวเอง
แต่ทว่าปืนนั้นกลับหล่นไปใส่ครูตัวเล็กแต่โหดแทน

บรึ้ม!!

“ร...รีบอร์น”

สึนะตกใจมากแต่อีกใจหนึ่งก็อยากจะเห็นว่า 10 ปีข้างหน้า หน้าตารีบอร์นจะเป็นยังไง
.
.
.
///ไม่เห็นจะโผล่มาเลยแฮะ///

ด้วยสุดยอดลางสังหรณ์ที่บ่งบอกว่าเหมือนจะมีเรื่องที่ไม่ดีเกิดขึ้นนั้นเอง
สึนะเลยวิ่งไปเอาปืนบาซูก้านั้นยิงใส่ตัวเอง

บรึ้ม!!
.
.
.
โชคชะตาของคนเรา
เปลี่ยนกันได้
มันขึ้นอยู่กับการกระทำของเรามากกว่า
.
.
.
///มืดจัง///

ทำไมถึงรู้สึกถึงความเสียใจ ของใครบางคน

///เรามาอยู่ที่ไหนกันนะ เหมือนอยู่ในกล่องแถมข้างหลังก็มีแต่ดอกไม้///

สึนะคิดหนัก แต่มือเรียวเล็กนั้นก็พยายามดันฝากล่องออกมา
แสงแดดได้ส่องลงมาจนทำให้รู้สึกแสบตานิดๆก่อนจะหันมองสภาพรอบข้าง

“นี่เรามาโผล่ที่ไหนเนี่ย ในป่าแบบนี้จะเจอรีบอร์นไหมนะ”

ร่างบางเริ่มคิดหนักแต่ว่า...

“จริงสิ กล่องอะไรเนี่ย... เฮ้ย!!นี่มันโลงศพนี่หว่า”(ความกลัวขึ้นสมองเต็มพิกัดเลยแฮะ)

ตุบ!!

สึนะสะดุ้งโหยง ก่อนจะหันหลังไปมองต้นเสียง
ก็พบผู้ชายร่างสูงแต่งตัวคล้ายมาเฟียแต่ว่า................

///เอ๊ะ คล้ายๆโกคุเทระเลยแฮะ///

ดวงตาสีน้ำตาลได้จ้องมองไปยังชายหนุ่มผมสีเทาที่กำลังยืนมองเขาเช่นกัน
.
.
.
///ไม่อยากเชื่อเลย///
.
.
.
///คุณกลับมาแล้ว///
.
.
.
(The End)
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
เม้นกันด้วยน้า ^^ Razz
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว
YamamotoFC
Admin
Admin


จำนวนข้อความ : 69
Join date : 20/01/2009

ตั้งหัวข้อเรื่อง: Re: Fic Reborn สู่อันเป็นนิรันดร์ ภาค1   Fri Feb 06, 2009 9:22 am

สนุกมากเลยครับ

บรรยายเข้าใจได้ง่ายมากเลยๆ

_________________
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว http://yamamotofanclub.forumotion.com
 
Fic Reborn สู่อันเป็นนิรันดร์ ภาค1
อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน 
หน้า 1 จาก 1

Permissions in this forum:คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ
~†•._.•Yamamoto Takeshi ThaiLand Fanclub•._.•†~ :: ~Love Yamamoto~ :: ~Fic&Dojin~ :: มุมนี้ให้ลงโดจินครับ-
ไปที่: